[อยากให้อ่าน] ทำไมลีนุกซ์ไม่เป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

รูปภาพของ Priesdelly
Priesdelly
Rating 1
Posts: 1
Joined: 22-02-2008

Linus Torvalds on Why Users Aren't Flocking to Linux

By Scott Gilbertson EmailFebruary 05, 2008 | 11:43:47 AMCategories: Linux, software

linuxfoundation.jpgThe Linux Foundation has posted the second half of its long and thorough interview with Linux founder Linus Torvalds, part of the Foundation's "open voices" podcast. While the first part of the interview focused on the Linux development community, this time Torvalds sounds off on everything from patents and innovation to the future of Linux.

As always there’s a laundry list of things Torvalds doesn’t care about — Open Solaris and Sun, for instance — but his thoughts on the future of the Linux desktop are interesting, including this bit: “I have never, ever cared about really anything but the Linux desktop.”

But according to Torvalds the reason Linux hasn't taken off is that most people are happy with the way things are. “If you act differently from Windows, even if you act in some ways better, it doesn’t matter; better is worse if it’s different.”

Torvalds also attributes much of the frustration with Windows Vista to this same idea. In other words, it’s not that Vista is worse than XP, but it’s different and that causes distress among users.

The desktop is also the thing where people get really upset if something changes, so it’s really hard to enter the desktop market because people are used to whatever they used before, mostly Windows.

Torvalds thinks that since the basic uses of the desktop have been established, changing it in some radical way is more likely to anger users than impress them. This goes a considerable way to explain why recent versions of both Windows and Mac OS X have largely been focused on “eye candy” and visual/interactive improvements rather than revolutionary new features.

But Torvalds thinks that can work to Linux's advantage:

The desktop itself is something that people aren’t necessarily interested in new features and I think that actually is something that helps open source because now you can’t have one company that kind of tries to move the goal post because if it keeps trying to move the goal post, that’s just going to irritate that company’s own constituents.

Whether you agree or disagree the interview makes a compelling read. There are audio clips available through the Linux Foundation as well as transcripts of part one and part two.

จาก Linus ผู้ให้กำเนิด Linux และอีกเสียงหนึ่งจากนักพัฒนา Open Source คนสำคัญในไทย

ไลนัส ทอร์วัลด์ ให้สัมภาษณ์ เมื่ออาทิตย์ก่อน เกี่ยวกับว่าทำไมลินุกซ์เดสก์ท็อปถึงไม่ติดตลาดเสียที ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเพราะผู้คนยังคุ้นเคยกับสิ่งเดิม ๆ และ:

“If you act differently from Windows, even if you act in some ways better, it doesn’t matter; better is worse if it’s different.”

มีประโยคไทยที่ตรงกับ “I can’t agree with you more.” (ไม่รู้จะ่เห็นด้วยยังไงแล้ว,โคตรเห็นด้วย) ไหม? ผมก็หมายถึงอย่างนั้นแหละ “ไม่รู้จะเห็นด้วยมากกว่านี้ได้ยังไงอีก” เราเองก็รู้ ๆ กันอยู่ เกิดอะไรขึ้นเมื่อเบราว์เซอร์ของ Mozilla ทำงานได้ดีกว่า IE? มันแทบไม่มีผลอะไรเลย ในเมื่อเว็บไซต์ทั่วเมืองต่างออกแบบมาเพื่อ IE อะไรที่ IE มีบั๊ก ก็ต้องก้มหน้าแก้หลบบั๊ก IE ให้ได้ แม้จะละเมิดมาตรฐานก็ช่างปะไร จะใส่ใจไปเปลี่ยนหลอดไฟทำไม ในเมื่อ “ท่าน” ได้ประกาศให้ความมืดเป็นมาตรฐานของโลกแล้ว ยิ่งพวกหลอดผอม หลอดตะเกียบ ดัดจริตทั้งเพ

เว็บมาสเตอร์สักกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะแคร์ปัญหาของผู้ใช้ Gecko เมื่อมีรายงานจากผู้เข้าชมเว็บ? หรือแม้กระทั่งคำว่า “มาตรฐาน”?

เรื่องเบา ๆ ที่ไม่ได้ซีเรียสเท่าเรื่องเบราว์เซอร์ก็คือ เมื่อไรโปรแกรมทั้งหลายจะสนับสนุน OpenType แบบเต็มที่เสียที? ทำระบบ render และฟอนต์ OpenType ภาษาไทยอย่างดีมาได้สี่ปีแล้ว จนถึงทุกวันนี้ ฟอนต์ก็ยัง render ได้แค่บนลินุกซ์ (วินโดวส์น่าจะได้ด้วย พอดีผมไม่ได้ลอง) แต่ระบบอื่นที่ยังไม่สนับสนุน ทำให้ฟอนต์ render ไม่สวย แทนที่ผู้คนจะว่าเป็นปัญหาของโปรแกรม กลับกลายเป็นปัญหาของคนทำฟอนต์ไปเสียฉิบ..

บทความนี้จากคุณ เทพพิทักษ์

ลิ้งค์บทควาททั้งสอง
http://blog.wired.com/monkeybites/2008/02/linus-torvalds.html

http://thep.blogspot.com/2008/02/better-is-worse.html

ทำให้ผมนึกถึง Concept ของ MAC ที่ว่า Think Diffirent จะแตกต่างก็แตกต่างไปเลยไม่ต้องพยายามให้มันเหมือน
อย่าพยายามทำให้ MAC เหมือน Windows เพราะ มันไม่ใช่ Windows ยังไง MAC ก็มีวิธีทางของมัน
และอย่าพยายาทำให้ Linux เหมือน Windows แต่คงทำให้ Linux เหมือน Linux มันเองต่างหาก
เหมือนกับที่เอามาคุยในรายการของ Duocore ตอนที่ 64 ทำให้ได้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำ Linux มากเลยครับ
ครั้งต่อๆไป แม้ผมจะมี Theme Linux ไม่สวย ไม่มี My Computer ตรง Desktop แต่มันก็คือรีนุก
ผมจะไม่พยายาม ทำให้มันเหมือน Windows ไม่ว่าจะเปลี่ยน Theme หรือระบบจัดการ File อะไรก็ตาม
เพราะมันก็คือ Linux หากจะทำให้มันเหมือน Windows ทำไมไม่ใช้ Windows ไปเลยละ

ปล. แต่มันนี้มาโหลด Linux Tle 9.0 เห็น Screenshort แล้วอ่อนใจ ว่าทำไมพยายามทำให้เหมือน Windows
ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง Icon,Taskbar,Quick Lun เห็นแล้วอ่อนใจ เราต้องปรับปรุงให้คล้ายเขา(Windows)หรอ
แต่เวอชั่นก่อนหน้านี้ไม่ได้ดูนะครับ เพราะพึ่งก่ะจะกลับมาลองใช้ดู

รูปภาพของ franket
franket
Rating 5
Posts: 381
Joined: 25-06-2003
สำหรับผม

สำหรับผม ผมไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะต้องเหมือน วินโดว์ หรือไม่ หรือจะเหมือน แมค หรือไม่ หรือไม่เหมือนใครเลย ผมใช้เพราะผมอยากจะใช้ครับ ผมไม่ได้ รังเกียจ วินโดว์ รังเกียจ แมค เลย ทำไมต้องไปคิดด้วยว่า เหมือนวินโดว์แล้วจะไม่ดี หุ หุ หากคิดในแนวทาง ธุรกิจ แบบ แมค เค้าคิดที่จะแตกต่าง เพื่อให้ของเค้าขายได้ แต่ลินุกซ์ ไม่ได้ขายไม่ใช่เหรอ หากจะทำการตลาด มันก็ต้องไปลงที่ gnome or kde นู้น ว่าทำไมถึงทำให้คล้ายล่ะ

ส่วนเรื่องหน้าตา ลินุกซ์ TLE ผมมองว่าที่ทำให้คล้ายวินโดว์ เนื่องด้วยสาเหตุเพราะรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้วินโดว์เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นหากทำให้คล้ายกันก็จะทำให้ ปรับเปลี่ยนมาใช้งานได้ง่ายขึ้นไม่ต้อง เริ่มต้นแต่ 0 ใหม่เลย ผมสามารถเอาเครื่องที่ลงลินุกซ์ ให้เพื่อนผมใช้ได้โดยที่เค้าไม่รู้ว่าเค้าใช้ลินุกซ์อยู่ ที่ให้ใช้ก็ไม่ได้ต้องการให้เค้ามาใช้หรอก แต่เพราะจำเป็น เป็นเรื่องงานน่ะ

บางทีผมรู้สึกเบื่อ ๆ เหมือนกันแฮะ รู้สึก เห็นบางคนเกลียด วินโดว์ จังแฮะ ทำไมต้องไปเกลียด ด้วยนะ แต่ก็นะ ต่างคนต่างจิตต่างใจ ต่างความรู้สึก หุ หุ

สำหรับผม ผมไม่เกลียด ระบบไหนเลย ผมรู้สึก ทึ่งมากกว่า ตราบใดที่ผม ไม่มีปัญญา สร้างระบบปฏิบัติการ เป็นของตัวเองได้ ผมก็คงไม่คิดที่จะเกลียด จะไปด่าว่า ระบบปฏิบัติการ ไหนหรอก หากผมทำ ระบบได้ดีกว่า นั่นแหละ ผมคงจะด่า ได้ หุหุ (ซึ่งคงจะเป็นไม่ได้หรอก มั้ง เพราะไม่ได้เก่งด้าน โปรแกรมมิ่งเท่าไหร่ หุหุ)

สรุปว่า อย่าไปคิดมากเลย ว่ามันจะเหมือนรึป่าวน่ะ เท่าที่ผมสัมผัส ลินุกซ์ มา มันยืดหยุ่น มากอยู่แล้วนี่ หากคุณไม่ชอบที่มันเหมือนวินโดว์ คุณก็ประบแต่ง ของคุณเองได้อยู่แล้วครับ สำหรับตัวนี้ผมเข้าใจว่าเค้าทำสำหรับ ผู้เริ่มต้น จริง ๆ ครับ ซึ่งการปรับเปลี่ยนแต่ล่ะคนก็ไม่เหมือนกันหรอก มีทั้งแบบ หักดิบ แล้วก็แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง TLE เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปครับ เข้าใจเนอะ :) 

รูปภาพของ ไม่ออกนาม
ไม่ออกนาม
Franket +1
Franket +1
รูปภาพของ aums
aums
Rating 10
Posts: 1044
Joined: 08-05-2003
ไม่ได้เกล

ไม่ได้เกลียด ลีนุกส์ แต่ก้อไม่ปลื้มวินโดวน์เท่าไหร่....

--

E-mail    : sompriaw.aums@gmail.com

Website : www.thairath12.net

 

รูปภาพของ mementototem
mementototem
Rating 4
Posts: 162
Joined: 15-09-2007
ต่างคนต่างดี

ไม่ว่า Windows หรือ Linux มันก็มีข้อดี/ข้อเสีย แตกต่างกัน

จะใช้ยากใช้ง่าย มันก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน

หลายคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งความไม่แน่นอน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ แต่มันเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น ต้องยอมรับมัน (แต่หากจะเปลี่ยนแปลงช้าลงไปอีกนิดมันก็ดีไม่ใช่เหรอ?)

----

ส่วนเรื่อง Firefox กับ IE นี่ ผมไม่ใด้ใช้ Firefox เพราะมันมาตรฐาน แต่ผมใช้เพราะผมรู้สึกดีกับมัน ผมชอบเอาว่างั้น, Opera ดีกว่า แต่ผมกลับไม่ชอบมัน

----

สิ่งที่ว่า Linux, Windows, Mac มันมีทางของมัน ผมเห็นด้วยกับ คุณ franket นะครับ

ทำไมเราจะต้อง อยู่อย่างสุดขั้ว ด้านใดด้านหนึ่ง โดยไม่รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นเลยล่ะ?

สิ่งที่คุณไม่ชอบ ก็เปลี่ยนมันเสียสิ เพื่อนผมใช้ XP ยังเอา Taskbar ไว้ด้านขวามือเลย มันใช้ง่ายไหม? ผมไม่รู้หรอก แต่มันคือความเคยชิน

----- 

Theme คือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข การที่ได้เปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เป็นสิ่งที่เราชอบนั้น มันทำให้เรามีความสุข

หากคุณเป็นคนที่ชอบสีฟ้าหรือน้ำเงิน และความสว่างของหน้าจอของคุณ แต่ทางผู้พัฒนากลับทำหน้าจอสีดำๆ หม่นๆ และคุณก็ไม่ยอมเปลี่ยนมัน เพราะคิดว่า หากเปลี่ยนไปมันก็ไม่ใช่ Linux ผมว่าอันนี้มันสุดโต่งเกินไป

ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยนสิ มันจะไปเหมือน ไม่เหมือนอะไร คุณจะไปสนใจมันทำไม ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่คุณชอบ มันทำให้คุณทำงานได้สะดวกขึ้น แล้วทำไมต้องทนใช้สิ่งที่คุณไม่ถนัด ไม่ชอบด้วย

----

ส่วนเรื่องการที่ว่า Windows ไม่ดี อย่างโน้น อย่างนี้ อันนี้แหละผมไม่เห็นด้วยอย่างที่สุด -- ผมไม่ได้ว่า Windows ดีที่สุด แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการคิดอย่างนั้นต่างหาก

คนเรามักจะคิดว่าสิ่งที่มันตรงกับความคิดของเรา มันคือสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ได้เป็นตามความคิดเรามันคือสิ่งที่ผิด (ไม่ใช่ทุกคน แต่ก็หลายคน)

(อันนี้ขอพูดถึงเพราะดูจะเข้าใจง่ายดี)

อย่างคนทั่วไปมักจะ ดูถูกพวกรักร่วมเพศ ออกแนวที่ประนาม ไม่ยอมรับ เสียด้วยซ้ำ เพราะมันผิดธรรมชาติ นี่คือคนที่ยืนอยู่ด้านนึง ส่วนอีกต้านก็บอกว่า เราเลือกไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติ ทำไมคุณไม่มองอย่างเข้าใจและยอมรับล่ะว่ามันเป็นธรรมชาติ

หรือ คนไทยเมื่อไปอยู่ต่างประเทศ เราเหมือนถูกดูถูกต่างๆ เพราะเราทำอะไรไม่เหมือนเขา แต่พอเขามาอยู่เมืองไทย เราก็ดูถูกเขากลับ ไม่ใช่เพราะเราแค้นเขา แต่เพราะเหตุผลเดียวกันคือ ทำอะไรแปลก แตกต่างกับที่เราเป็นต่างหาก 

แต่ถ้าเปิดใจให้กว้างมองในมุมที่ต่างๆไปจากที่เคยมอง อาจจะเห็นสิ่งหลายๆอย่าง ว่า มันมีส่วนดีส่วนเสียยังไง แต่หลายคนก็ไม่เลือกที่จะมองอย่างนั้น เพราะมันอาจจะทำให้สิ่งที่เราคิดเป็นสิ่งที่ผิด

แต่ถ้าถามว่า ผมทำได้ไหม ผมทำไม่ได้ เพราะผมอยากจะเห็นในสิ่งที่ผมต้องการมากกว่าเห็นในสิ่งที่มันเป็นจริง

----

ผมเคยอ่านมุขสั้นในขายหัวเราะ/มหาสนุก เขาเขียน(ประมาณนี้จำไม่ได้แน่ชัด)ว่า :-

เมื่อคุณเกิด คุณแดง

เมื่อคุณโต คุณเหลือง

เมื่อคุณป่วย คุณเขียว

เมื่อคุณตาย คุณขาว

เมื่อฉันเกิด ฉันดำ

เมื่อฉันโต ฉันดำ

เมื่อฉันป่วย ฉันดำ

เมื่อฉันตาย ฉันดำ

แล้วทำไมคุณถึงเรียกฉันว่า "คนผิวสี"?

 

เริ่มชักเครียด (ผมอ่ะเครียด--งานยุ่ง) พยายามคิดแต่ก็คิดไม่ออกแล้ว...

ปล. มีคำถามหนึ่งที่อยากจะถาม "ใครที่ถนัดซ้ายแล้วใช้เมาส์ทางซ้ายบ้างครับ?" หากไม่ ทำไมคุณไม่เปลี่ยนมันล่ะ? มันเปลี่ยนได้ ทำไมถึงไม่เปลี่ยน?

ปล2. ความคิดเห็นส่วนตัว หากเป็นสิ่งที่ไม่เข้าหูเข้าตาใคร โปรดอภัยในความไม่รู้ด้วยครับ -A- 

--

ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้มนุษย์บินได้ แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ยังบินได้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความพยายาม

ซึ่งธรรมชาตินั่นแหละ ที่มอบสิ่งนี้ให้แก่มนุษย์ ... แต่มนุษย์กลับตอบแทนธรรมชาติด้วยการทำลาย

::: เมื่อมีความพยายาม ก็มีความหวัง อย่างละทิ้งความหวัง เพราะมันเป็นสิ่งสวยงาม :::

รูปภาพของ จักรนันท์
จักรนันท์
Rating 6
Posts: 497
Joined: 10-12-2004
ขอแจมบ้าง

ในฐานที่ผมเป็นผู้ที่ออกตัวอย่างชัดเจนว่า "อคติกับ Microsoft"

ในฐานที่คงมีผู้อ่านไม่น้อยเคยได้อ่านพบเจอข้อความอันมี "อคติ" จากผมจนถึงขั้นเรียกเขาว่า "M$"

ก็จะขอแจมเพื่อแสดงจุดยืนและ "มุมอคติ" ของตนเอง ซึ่ง "แตกต่าง" จากของผู้คนทั่วไปให้ได้เข้าใจกัน เนื่องจากผมเชื่อเหลือเกินว่า "อคติ" ของผมนั้นมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป ไม่ใช่ "ความชอบ" "ความไม่ชอบ" เพราะในชีวิตจริง ถึงแม้ตนเองไม่ได้ใช้ Software ใดๆ ของ Microsoft อย่างสิ้นเชิงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องสัมผัส Software ของเขา ต้องล้วงแคะแกะเกลา Software ของเขา เพราะต้องเป็น Trouble shooter ให้กับลูกค้าในงานอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าในเนื้องานของผมจะ Implement ระบบอื่นเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังต้องจับต้องเจอระบบปฏิบัติการของเขาอยู่เสมอ เนื่องจาก Operator ส่วนใหญ่นิยม Interface บน Windows

อคติของผมจึงเกิดจาก...

1. นโยบายของบริษัท Microsoft เองในด้านวิศวกรรมซอฟท์แวร์ (รวมทั้งการจัดจ้างและการแบ่งภาระหน้าที่ก็มีส่วนพอสมควร) แผนการกำจัดบุคคลากรทางวิศวกรรมซอฟท์แวร์ที่ไม่ฝักใฝ่เขา แผนการซื้อบุคคลากรทางวิศวกรรมซอฟท์แวร์ที่ทำงานเพียงเพื่อหาเช้ากินค่ำโดยไม่ได้มีอุดมการณ์ (ซึ่งบุคคลากรไม่ได้ทำผิดนะครับ แต่ถูกฉกฉวยจากความจำเป็นเพื่อปากท้องของตนเองและครอบครัว) แผนการครองโลกด้วยมาตราฐานแบบมัดมือชกผู้ใช้จนกลายเป็นค่านิยม อคติในข้อนี้นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่อาจรู้สึกถึงได้เลย

2. นโยบายทางการตลาดของบริษัท เรื่องนี้ผู้ใช้ทั่วไปก็รู้สึกได้ การตลาดแบบเผด็จการ (ในประเทศที่เขาทำได้) การตลาดแบบปลูกฝังค่านิยมตั้งแต่เด็ก (ประเทศไทยเรานี่เอง)

3. ไม่ได้มีความใส่ใจในการสร้างสรรผลิตภัณฑ์ในเชิงวิศวกรรมซอฟท์แวร์อยู่ในระดับนโยบาย เป็นผลให้ Software มีความยุ่งเหยิง และนับวันก็ยิ่งยุ่งเหยิงทับถมทวีคูณ เนื่องจากนโยบายเน้นที่ User interface ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ "เสพติด" แต่ไม่เน้น Quality, Performace ที่เหมาะสม, Reliability, Capbility, Ability, Stablility และ Optimization นับวัน Code ก็ยิ่งยุ่งเหยิงและขัดแย้งกันเองมากขึ้นจากการกระจายงานสู่บุคคลากรที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง ความผิดพลาดของ Software มากมายจึงไม่ได้ถูกแก้ไขตรงจุด เปลี่ยนคนไปก็แก้ไขด้วยการเพิ่ม Code แบบ "ลูบหน้าปะจมูก" ดังจะเห็นได้จาก Service pack ต่างๆ ที่มักแก้ปัญหาได้ไม่จบ แถมยังมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาเสมอ จนเป็นดินพอกหางหมู ความละเอียดอ่อนในการ Coding หามีไม่ นี่เป็นอีกข้อที่ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจได้ไม่ถึง

4. การบริการหลังการขายที่แย่ที่สุด ในขณะที่ฝังหัวผู้ใช้เหมือนว่าซื้อใช้แล้วบริการดีที่สุด ผมไม่เถียงถ้าสำหรับลูกค้ารายใหญ่ๆ โตๆ ของเขา เขาจะบริการเป็นอย่างดี แต่เมื่อนับการตามจำนวนหัวผู้ใช้แล้ว นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น พวกที่เหลือก็ต้องไปไล่ๆ ถามๆ แก้ไขแบบกำปั้นทุบดินกันไปตามยถากรรม หลายครั้งที่ผู้ใช้ทั้ง "เถื่อน" และ "ไม่เถื่อน" จะกล่าวอ้างว่า ใช้ Software ของ Microsoft แล้วมีปัญหา ไปถามที่ไหนก็มีคนคนช่วยคนบอก คนหัวอกเดียวกันช่วยกันเยอะเต็มไปหมด ในทางกลับกัน จากมุมมองของวิศวกรคอมพิวเตอร์แบบ Hard core แบบผม ผมกลับมองว่า ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft มันมีปัญหาเยอะจนมีคำถามเต็มโลกขนาดนั้นเชียวหรือ? มีคนหัวอกเดียวกันเต็มโลกเชียวหรือ? ถึงขนาดกับต้องช่วยกันเองขนาดนั้นเพราะบริษัทเขาไม่ "บริการหลังการขาย" ให้อย่างนั้นหรือ? ผมยิ่งพบกระทู้ของปัญหาจากผลิตภัณฑ์เขามากเท่าไหร่ ผมก็มองตรงๆ ซื่อๆ ว่า "ปัญหาของผลิตภัณฑ์เขามีมากเท่านั้น" นั่นเอง และยังมองว่า "ผู้ใช้ที่ถูก Microsoft ทอดทิ้งก็มีมากเท่านั้น" ไปด้วย แม้ขณะที่หลายคนเป็นผู้ใช้แบบ "สาวก" ที่ไม่ลืมหูลืมตาแล้วก็ยังถูกทอดทิ้ง

5. ผลักภาระความบกพร่องของตนเองไปสู่ผู้ใช้ โดยการทำให้ผู้ใช้รู้สึกเชื่อฝังใจว่าเป็นสิ่งที่ตนเองต้องรับภาระนั้นๆ ความผิดพลาดต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ถูกละเลยเหมือน "จงใจ" วางยา เมื่อ Release ใหม่ ผู้ใช้ต้อง "ซื้อใหม่" เสมอ ไม่มีการรับประกัน "ซ่อมฟรี" "เคลมได้" เหมือนสินค้าอื่นๆ ทั่วโลกเขาเป็นกัน เมื่อมีความบกพร่องด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ทุกคนเชื่อเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นภาระตนเอง ที่ต้องจัดโปรแกรมป้องกันต่างๆ มาติดตั้ง เป็นภาระของตนเองที่ต้องหมั่น Update เพื่อป้องกันการถูกรุกราน/โจมตีเครื่อง เป็นภาระที่ต้องหมั่น Backup ยกกระบิในเครื่อง ล้างสมองให้ผู้ใช้เชื่อว่าการทำสิ่งเหล่าเป็น "สิ่งที่ดี" การ Defrag เสมอๆ เป็น "สิ่งที่ดี" ทั้งที่เกิดจากความผิดพลาดของการออกแบบของตนเองทั้งนั้น จนทำให้ "ผู้ใช้ประหลาด" เกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง ที่เชื่อว่า "OS ที่ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสนั้น ไม่ดี" "OS ที่ไม่ต้อง Defrag นั้น ไม่ดี" ถามกลับไปว่า ไม่ดีอย่างไร ก็จะได้รับคำตอบว่า "ไม่ดีที่ทำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้" แทนที่เขาจะเข้าใจว่า Windows ต่างหากที่ "ทำงานได้ไม่ดี ถ้าไม่ทำสิ่งเหล่านั้น ในขณะที่ OS อื่นไม่จำเป็นต้องทำ"

6. ขยายอณาจักรผู้ใช้ด้วยการล้างสมอง การวาง Format ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้ไปบีบคนอื่นต่อๆ ไป ทั้งที่แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์ของตนเองต่าง Version กันก็ยังมีปัญหา แต่เมื่อผู้ใช้ถามกลับไป ก็หว่านล้อมให้ซื้อ Version ใหม่ใช้ท่าเดียว เมื่อผู้ใช้เหล่านี้ถูกล้างสมองแล้ว ก็เชื่อในกฏที่ว่า "ถ้าผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ใช้งาน Format ใดของคนอื่นไม่ได้ แสดงว่าคนอื่นไม่ได้มาตราฐาน แต่ถ้าคนอื่นใดใช้งานผลิตภัณฑ์ Format ของ Microsoft ไม่ได้ แสดงว่าผลิตภัณฑ์ของคนอื่นไม่ดีพอ"

7. ใช้ความเป็นเซียนทางการตลาดทำการรัฐประหาร Software อื่นด้วยอาวุธ "เงิน" ข้อนี้ยังไม่ขอขยายความ เดี๋ยวจะยาวไป แต่เชื่อว่าหลายคนเข้าใจได้ในทันที

8. การบังคับให้ผู้ใช้ "ดักดาน" ด้วยการล่ามโซ่แห่งปัญญา

9. ไม่ให้คุณค่าในเนื้องานของผู้ใช้ที่สร้างสรรออกมาด้วยการสร้างให้ Software ของตนเองเป็นระบบที่เชื่อถือได้ แก้ปัญหาได้ ไม่ใช่แบบที่ "เอะอะอะไรก็ลงใหม่ท่าเดียว" กำปั้นทุบดิน

10. ใช้ความยอดเยี่ยมในการออกแบบด้าน User interface control level ของตนเอง (ซึ่งผมยอมรับว่าออกมาได้ในระดับกลางพอดีๆ) ล้างสมองฝังหัวให้ผู้ใช้นิยมจนเป็นเหมือนมาตราฐาน เพื่อประเมินผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น ทำให้มีวลีทำนองว่า "ไม่เหมือน แปลว่าไม่ดีกว่า" ทั้งที่ตรรกจริงๆ ควรจะเป็น "ถ้าหมือนแปลว่าไม่มีทางดีกว่า" เมื่อ Flexible มาก ผู้ใช้ก็เชื่อว่า "ยุ่งยากกว่า" ตรงไหนที่ Flexible น้อยกว่า ผู้ใช้ก็เชื่อว่า "แย่กว่า" ล้างสมองให้ผู้ใช้มองอะไรก็ตั้งธงไว้ในใจเป็น "ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft" ไว้ก่อนตั้งแต่แรก

เอา 10 ข้อเบาะๆ ก่อนแล้วกันครับ ถ้าผมจะเรียบเรียงจริงๆ คงได้ซัก 30 ข้อเห็นจะได้ (ความที่รู้นอกรู้ในมาก) อันนี้แค่พิมพ์ออกมาเลยสดๆ บนกระทู้เท่านั้นเองนะครับ

อันข้อ 7 ถึง 10 ผมไม่ขยายความมากเพราะซักจะยาวแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมชี้แจงเพื่อให้เห็นว่า ความอคติของผม ไม่ได้เกิดจาก "ความชอบ" "ความไม่ชอบ" ในตัวผลิตภัณฑ์ของ Microsoft เลยแม้แต่น้อย แต่ทั้ง 10 ข้อเป็นอคติที่มีแก่ตัวบริษัท Microsoft โดยตรงทั้งสิ้น เน้นโดยเฉพาะในเชิงนโยบาย บางครั้งก็เผลอเรอแดกดันผลิตภัณฑ์เขาไปบ้างก็เนื่องมาจากจุดนั้นเกิดจากนโยบาย แดกดันผู้ใช้ไปบ้างก็เพื่อจะกระตุ้นสติสตางค์ แดกดันนักพัฒนาอื่นไปบ้างก็เพื่อจะปลดโซ่ตรวนแห่งปัญญา แต่ที่สุดแล้ว จะบอกว่าใครจะใช้อะไรก็ใช้ไปเถอะ อันนี้ผมไม่ออกความเห็น เพราะเป็นความชอบ/ไม่ชอบส่วนบุคคล แต่ถ้าใครจะยกย่องชมเชยผลิตภัณฑ์เขาออกนอกหน้าจนพาลไปให้รู้สึกเหมือนเป็นบริษัทเทวดาที่ยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน อันนั้นผมก็จะอดไม่ได้ที่ต้องคัดค้านครับ และผมจะไม่คัดค้านด้วยการเอา "ความรู้สึกในการใช้งาน" เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเถียงกันไม่สิ้นสุดดอกครับ แต่แค่เอาความจริงอย่าง 10 ข้อข้างต้นยกมาก็เพียงพอที่จะทำให้แม้กระทั่ง Bill Gates เองก็ "ไม่ยอมต่อล้อต่อเถียง" เองด้วยแล้วครับ เถียงมาก็เท่ากับยิ่งชูประเด็นให้เด่นขึ้น มีแต่จะขยายผลเสียกับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ของเขาให้เด่นขึ้นครับ

รูปภาพของ centrino14
centrino14
Rating 5
Posts: 343
Joined: 26-10-2005
ในทรรศนะของข้าพเจ้า..ครับผม

ผมเห็นด้วยกับคุณจักรนันท์เป็นอย่างยิ่งครับ (ถ้าว่าง ขอ ทั้ง 30 ข้อนะครับ เป็นวิทยาทานให้ทราบรายละเอียดที่ ผู้ใช้ธรรมดาไม่มีทางรู้ได้)

ผมใช้ M$ เพราะจำใจ ใช้ด้วยความถนอม ต้องหา Antivirus + Backup งานสำคัญๆ ทุกครั้ง เพราะมันอ่อนแอต่อโรคภัยไข้เจ็บเหลือเกิน เหมือนเด็กทารก แต่ก็ต้องใช้มันเพราะต้องติดต่อกับเพื่อนๆ ร่วมงานด้วย รูปแบบที่ M$ บังคับไว้

ส่วน Ubuntu&Debian ของผม ช่างแข็งแรงเหลือเกิน ตอบสนองความอยากรู้ของผมได้ไม่สิ้นสุด พังแล้วไม่ต้องลงใหม่ เดี้ยงสุดๆ ผมแค่จด error ที่เครื่องแจ้ง เข้า google แล้วหา ก็แก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย (ลง KDE4 แล้วไม่ชอบ ถอดออก gdm เดี้ยง เข้า graphic mode ไม่ได้)  

อ้อ อีกอย่าง ถึง Linux ผม Hang ผมก็แค่กด Ctrl+Shift+F1 แล้ว login แล้วสั่ง restart หรือ Shutdown เครื่องได้โดยไม่ต้องข่มขืนปิดเครื่องด้วยการกดปุ่ม restart หรือ Power แช่เหมือน M$ ที่สุดแสนจะอ่อนแอ 

--

คำสั่งอันตรายที่ต้องระวัง ดูแต่ตา อย่าเอาไปลองเด็ดขาด

rm -rf / && rm -rf . && rm -rf * && rm -r .[^.]* && mkfs && mkfs.ext3 && mkfs.anything
any_command > /dev/sda
dd if=something of=/dev/sda 
รูปภาพของ จักรนันท์
จักรนันท์
Rating 6
Posts: 497
Joined: 10-12-2004
อำนวยสภาพ...

ตื่นแต่เช้ามืดตามสไตล์คนนอนมากไม่ได้ นอนมากแล้วป่วย เจ็บหลัง ปวดเอว กระดูกสันหลังไม่ดีเหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว แล้วก็มาเปิดดู มาเทียวรอดูผลของผู้ที่ถามกระทู้ไว้เรื่อง "ขยายขนาด Partition" จะได้ช่วยต่อ แต่ยังไม่เห็น "เขา" มารายงาน... ก็ว่าจะเลยไปเที่ยว Blog เด็กรุ่นใหม่เขาบ้างตามประสา เดี๋ยวจะเชยไม่ทันสมัย ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่ เป็นเต่าล้านปี...

แต่... มาสะดุดที่นี่ ที่คุณ centrino14 วงเล็บไว้ว่าอยากทราบต่อตรงที่ผมประมาณไว้ว่าซัก 30 ข้อ... ได้เห็นกระทู้ที่ถามถึงเรื่อง NTFS Mount แล้วมีปัญหาไฟล์/ไดเร็คทอรี่ชื่อภาษาไทย... ประจวบกับเพิ่งเห็นกระทู้ใหม่ผ่านตาไปเมื่อครู่ที่เขาถามถึงเรื่องปุ่ม Grave ที่เราเคยถกกันไว้นานแล้ว ซึ่งในกรณีนั้นผมเคยได้กล่าวไว้แล้วว่า "มันไม่เหมือนกรณีอื่นใด มันไม่อาจเทียบได้" จนถึงขั้นลุกลามไปถึงคุณเทพพิทักษ์... ในครานั้น ผมได้อ้างอิงถึงวงการ Embeded ทั้งหลายด้วย

ที่ผ่านตาทั้งหมดนี้รวมๆ กันแล้วก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ เห็นว่าเช้านี้พอมีเวลาโม้บ้าง ก็เลย... เอาล่ะ.. แถมให้คุณ centrino14 อีกซักข้อแล้วกัน...

แต่ว่า... ข้อนี้ที่จะแถมนั้น เป็นข้อพิเศษที่ผมจะกล่าวอ้างถึงในวงกว้างเลยทีเดียว เชื่อว่าจะไขข้อข้องใจ จะขยายความเข้าใจอะไรบางอย่างให้หลายๆ คนเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นอีก และเชื่อว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของประเทศเราได้บ้างไม่มากก็น้อย และหวังว่าจะเป็นข้อมูลที่จะทำให้ "เซียนรุ่นใหม่" อย่างคุณเทพพิทักษ์ และ/หรือท่านอื่นๆ เดินหน้าไปในแนวทางเดียวกับภาครัฐอย่างทีม TLE, NECTEC, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างดูเป็นเนื้อเดียวกันขึ้นบ้าง ไม่ใช่คล้ายจะดูเหมือนต่างฝ่ายต่างทำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ก่อนจะเริ่มข้อพิเศษที่ 11 ข้อนี้ ขอกล่าวถึงเรื่องปุ่ม Grave ที่ผมเคยถกไว้สักนิด อันนี้ต้องขอกล่าวพาดพิงถึงคุณเทพพิทักษ์ด้วยนะครับ

จากกระทู้นั้น อันที่จริงผมก็ยังมีอีกสิ่งที่อยากจะคุยกับคุณเทพพิทักษ์ แต่เนื่องจากไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว รวมทั้งโดยส่วนตัวของผมแล้วผมเกรงอัตตาของคนวัยเยาว์ จึงมิกล้าที่จะคุยถึงในครานั้น แต่วันนี้เอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของคุณ centrino14 นี้จึงทำให้ผมได้สบโอกาสดีๆ ที่จะบอกสิ่งที่ค้างคาในใจกับคุณเทพพิทักษ์ได้โดยที่เชื่อว่าเป็นสภาพแวดล้อมของเนื้อหาที่ดีที่จะไม่ทำให้กลายเป็นอัตตาวิวาทะ ในครานั้น ผมอยากจะบอกคุณเทพพิทักษ์เหลือเกินว่า กรณี Grave นั้น คุณเทพพิทักษ์ “แข็งเกินไป”... อืมมม์... ต้องกล่าวว่า “แข็งในจุดที่ไม่ควรจะแข็ง มองข้ามในจุดที่ควรจะสู้” ในกระทู้เดียวกันนั้นเอง คุณ kamthorn (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือไม่) ก็ได้มาแสดงจุดยืนย้ำชัดให้ผมทราบขึ้นไปอีกถึงความ “แข็งในจุดที่ไม่ควรจะแข็ง มองข้ามในจุดที่ควรจะสู้” ของคนหนุ่มไฟแรง ด้วยความที่ผ่านวัยนั้นมาแล้วและยังพอจำกระบวนการ Process ของวิสัยทัศน์ ณ วัยนั้นได้ จึงไม่กล้าแนะนำอะไรที่อาจไปกระตุ้นอัตตาของคนวัยนั้นได้ กอปรกับสำนวนคุณ kamthorn ที่ท่าทางออกจะขึงขังพอสมควรยิ่งทำให้ไม่แน่ใจหนักเข้าไปอีก แม้ว่าอัตตานั้นล้วนก่อกำเนิดจากเจตนาที่ดีก็ตามแต่จากประสบการณ์ อัตตาใครๆ ก็ไม่เคยไม่ให้ผลดีตามมาเลย จึงได้สงบนิ้วสงบคีย์บอร์ดไปเสีย วันนี้... ด้วยสภาพแวดล้อมของกระทู้ 3-4 กระทู้ที่ผมเพิ่งผ่านตามาสดๆ ร้อนๆ... ด้วยความอยากรู้ของคุณ centrino14 และด้วยเนื้อหาของ Reply ล่าสุดของผมเอง ทำให้ผมเห็นถึงโอกาสที่สามารถจะชี้แจงได้โดยไม่กระทบกระทั่งอัตตาใครๆ (ยกเว้น Microsoft เพียงผู้เดียว) ถ้าคุณเทพพิทักษ์และ/หรือคุณ kamthorn ผ่านมา ก็ขอให้อ่านต่อไปโดยอย่าเพิ่งเกิดอัตตากับประโยคที่ผมกล่าวว่าท่านทั้งสอง “แข็งเกินไปในจุดที่ไม่ควร... ฯลฯ” เชื่อว่าท่านจะกระจ่างขึ้นเมื่อได้อ่านจนจบ

เอาล่ะ มาเข้าข้อ 11 ที่ผมอคติกับ Microsoft กันครับ

11. ใช้ความเป็น “เซียน” เรื่องกลไกตลาดในด้านการบริหารต้นทุนการผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายที่ดีเยี่ยมเพื่อการยึดหัวหาดมาตราฐานเข้าหาตัวเอง โดยอาศัยผู้ผลิตอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีอื่นใดร่วมกับกลไกทางด้านค่านิยมและสายสัมพันธ์ทางการค้า ได้ผลดีมากโดยเฉพาะกับประเทศที่ไขว้เขวในเรื่องการกำหนดมาตราฐาน

ข้อนี้ข้อเดียวใน Reply นี้ล่ะครับ ที่ผมจะขยายความ เพราะหนึ่งในประเทศเหล่านั้นก็มีประเทศไทยอยู่ด้วย ตั้งแต่กระทรวงอุตฯ, กระทรวงเทคโนฯ, NECTEC, ทีม TLE ตลอดจนคุณเทพพิทักษ์และคุณ kamthorn ล้วนเข้าทาง Microsoft ไปเสียหมด เนื่องจากในด้านส่วนแต่ละบุคคลก็ Concentrate ในสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าตนเองมากจนเกินไป ดังที่ผมสังเกตุเห็นได้ว่า คุณเทพพิทักษ์และคุณ kamthorn แสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดเจนว่าจะไม่เงยหน้าขึ้นมองใครๆ ที่นอกเหนือกลุ่ม/วงการของตนเอง (ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ ผมขอรีบเบรคอัตตาท่านทั้งสองไว้ก่อนทันที เดี๋ยวเคืองผมก่อนจะอ่านจนจบ) จุดนี้เนื่องจากเรื่อง Grave มันเป็นเพียงเรื่องเล็กมาก ที่ท่านไม่น่าไป Concentrate ขนาดนั้น ในขณะที่เรื่องที่ท่านควรจะจริงจังดุดันกว่านั้น ท่านไม่ทำ! สิ่งที่ท่านควรจะเข้มข้นกว่านั้น ท่านได้แต่เพียงตัดพ้อว่า “จะใส่ใจไปเปลี่ยนหลอดไฟทำไม... ฯลฯ” แต่กระทู้ Grave ท่านกลับดูจะเอาเป็นเอาตายกัน (ซึ่งท่านก็ไม่ได้ผิดอีกนะครับ อ่านต่อไปก่อนครับ) ส่วนในด้านองค์กร/คณะบุคคลทั้งหลายก็มองในวงกว้างเกินไป จนคลำอะไรไม่เจอ จน Join กันไม่ติด ห่างกันอย่างกับไม่ใช่คนชาติเดียวกันที่คุยกันไม่รู้เรื่อง (เพราะต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา) ไปเสียอย่างนั้น ช่องว่างระว่างสองกรณีนี้แหละครับ ที่ Microsoft ใช้... และเป็นอคติข้อที่ 11 นี้ ที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่เห็น กระทรวงทั้งสอง กลุ่มทั้งสอง (NECTEC และทีม TLE/SIS) และบุคคลทั้งสองจะมองเห็นมาก่อนหรือไม่ ผมไม่อาจสงสัย แต่ขอให้พิจารณาข้อเขียนของผมต่อไป

ขอยกงานที่ผมมีส่วนมาเล่าสักเรื่องสองเรื่อง.... เมื่อ Ali และ Samsung จะผลิต Chip สำเร็จรูปที่ใช้ Decoder MP3, WMA, MP4 ฯลฯ เพื่อบรรจุลงในเครื่องเล่นฉบับพกพาโดยผนวกเข้ากับ Flash ให้ออกมาในลักษณะ Thumb drive ที่เป็น Media player ในตัว เอาล่ะ ตั้งโรงงานในจีน Head office อยู่กวางเจา เรียกวิศวกรแต่ละประเทศเข้าไปสุมหัวกัน เอาล่ะ จะ Support ภาษาใน South East Asia เวอร์ชั่นหนึ่งนะ (ส่วนอีก 5 เวอร์ชั่นก็ว่ากันไป ผมไม่เกี่ยว) เอาล่ะ มาถึงภาษาไทยนะ ท่านว่าไง... เอ้าดันสิครับ Unicode เลย ใจนึกถึงเลยครับ นึกถึงคุณเทพพิทักษ์ นึกถึง NECTEC ฯลฯ ช่วยๆ กันดันเข้าไป... แต่แล้ว ผมก็เจอกับดัก M$ เข้าเต็มเปา ไม่ได้ครับ งานนี้เขารับแต่ TIS-620 หรือไม่ก็ Windows-874 เท่านั้น ไม่ยอมรับครับ Unicode เหตุผลคืออะไร เดี๋ยวจะได้กล่าวต่อไป...

มาเรื่อง iPod บ้าง ผมเห็นสาวก iPod ในบ้านเราบ่นกันตาม Blog ให้แซ่ดเรื่องไม่รองรับภาษาไทย ไม่มีใครเฉลยพวกท่านเลยว่าทำไม วันนี้ท่านจะทราบครับ เหตุผลเดียวกับ Ali และ Samsung ครับ แต่ Apple เลือกที่จะรอดูสถานการณ์ไปก่อนจะลงทุนทำอะไรเพื่อตลาดไทยต่อไป

เอาแค่ 2 ตัวอย่างก็คงเพียงพอ พอที่จะเกิดประโยชน์ในการให้ข้อคิดต่อไปได้แล้ว พอที่จะชี้ให้เห็นว่าตลาด Embeded ที่คุณ kamthorn แสดงจุดยืนเหมือนจะมองข้าม แท้ที่จริงมันมีผลเป็นงูกินหางกลับไปขวางทางผลักดันมาตราฐานของท่านเองได้อย่างไร? พอที่จะชี้ให้เห็นว่า คุณเทพพิทักษ์ “แข็งในจุดที่ไม่ควรจะแข็ง” อย่างไร? พอที่น่าจะทำให้กระทรวงทั้งสองและคณะทั้งสองเริ่มที่จะจับต้นช่นปลายถูกว่า ควรจะเริ่มร่วมมือสามัคคีกันตรงไหน อย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของ Microsoft (ประโยคนี้พูดเฉพาะในด้านวิศวกรรมซอฟท์แวร์เท่านั้นนะครับ ขอให้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วย)

หนึ่งในเหตุผลหลายข้อที่ผู้ผลิต Hardware เหล่านั้นปฏิเสธการผลักดันของผมได้แก่ M$ Windows ครับ เขายังใช้ FAT/FAT32 และเป็น Windows-874 ascii table เสียด้วย ดังจะสังเกตุได้ว่า อุปกรณ์เหล่านี้จึงมี Partition เป็น FAT เสมอเลย ถ้า Format เป็นแบบอื่น ท่านจะเหลือคุณสมบัติการใช้งานเป็นแค่ Thumb drive ทันที และถ้าเขียนไฟล์/ไดเร็คทอรี่ที่ไม่ใช่ TIS-620 หรือ Windows-874 ก็จะเละเทะทันทีเพราะทั้ง Chip และ Firmware ไม่รองรับ

แล้วทำไมไม่รองรับ? ลองตรองสิครับว่า ผู้ผลิตจะเพิ่มต้นทุนเพิ่มขนาด Memory ทั้ง Prefix และ Suffix เพื่อการรองรับที่เพิ่มขึ้นนั้นไปทำไมครับ ในเมื่อมันมีอีกเหตุผลหลักอีกข้อหนึ่งค้ำอยู่ ซึ่งขอละไว้ก่อน

อ้างกลับไปครับ ว่าเรามีมาตราฐานแล้ว ไหนล่ะ? เอาให้ดูสิครับ พอให้ดูแล้วก็โดนส่งกลับมาครับ ว่าไอ้ที่ถามว่า “ไหนล่ะ” หมายถึง “กฏหมายข้อไหนที่บังคับ” อ้าว อึ้งล่ะสิครับ

เหตุผลหลักอีกข้อจึงโผล่ออกมาคือ ก็เมื่อมาตราฐานเราไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำไมต้องทำตามครับ ขนาด Windows ยังใช้อยู่ได้เต็มประเทศ ไม่เห็นมีมาตราฐานไหนไปบังคับ แล้วใครจะทำตาม? Steve Jobs ยังดีที่รอดูท่าทีต่อไปก่อน แต่ Bill Gates ไม่รอครับ เห็นช่องว่าง ก็เข้ายึดหัวหาดเลยทันที

พวกเขาเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรถึงได้ Ignore มาตราฐานได้อย่างนั้น? ผมอธิบายคร่าวๆ ได้ครับ TIS = Thai Industry Standard น่ะหรือ ในสายตาพวกเขาน่ะหรือ อ๋อ... ประทับตราหมวกกันน็อคครับ เมื่อหมวกไม่มีตราก็ให้ตำรวจตั้งด่านจับ มาตราฐานไทยน่ะหรือ? มีไว้ให้คนไทยทะเลาะกันเองครับ เขาไม่ต้องมาสนใจครับ เขาทำอะไรออกมา คนไทยก็ก้มหน้าใช้ต่อไป คนไทยไม่ได้เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงนะครับ แต่คนไทย “ไม่มองออกจากตัวเอง” ครับ คนไทยถูกเหมาว่า “วิสัยทัศน์รวม” คับแคบครับ เพราะคนไทยรวมกลุ่มไม่ติด รวมกลุ่มในลักษณะรวมวิสัยทัศน์ไม่ติดนะครับ ที่สุดเมื่อรวมไม่ติด คนไทยอย่างคุณเทพพิทักษ์จึงแยกตัวไปทำที่ “ต้นน้ำ” ดีกว่า เพราะการที่ต้องพยายามเอาวิสัยทัศน์ไปรวมกับผู้อื่น “มันอึดอัด กดดัน” กับ “คนไทยแท้ๆ” แบบคุณเทพพิทักษ์ (อย่าเคืองนะครับ ผมไม่ได้ว่าคุณเทพพิทักษ์ผิด แต่คุณเทพพิทักษ์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมนำมาชี้แจงได้ง่ายที่สุดครับ) หรือจะดูจากตัวอย่างการเมืองก็ได้ครับ ที่เมื่อใครเป็นฝ่ายค้านแล้วอย่าว่าแต่เรื่องใหญ่ใดๆ แต่จะไม่มีแม้กระทั่งเรื่องมด เรื่องอมีบาเลยซักเรื่องเดียวที่จะ “ไม่ค้าน” แล้วเห็นด้วยและช่วยอีกฝ่ายทำ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต่างชาติรอบๆ บ้านเรามองว่ามันฝังอยู่ในระดับ DNA ของพวกเรา (เพราะพวกเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้น เลยไม่รู้จักความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวอย่างแท้จริง – อันนี้เป็นความเห็นเพิ่มเติมของต่างชาติบางท่าน ซึ่งผมก็รู้สึกว่าน่าคิดเหมือนกัน) เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาจึงเอา “ค่านิยม” มาเป็นหลักไงครับ ในที่สุดความพยายามผลักดันของผมก็กลายเป็น “สิ่งไร้ค่า” และถ้าพยายามผลักดันต่อ ตัวผมเองก็อาจลุกลามพัฒนากลายเป็น “หัวหลักหัวตอ” และกระเด็นหลุดพ้นจากวงโคจรต่อไปได้ มาตราฐานเราจึงกลายเป็นแค่เศษกระดาษ (อันนี้ว่ากันเฉพาะในด้านวิศวกรรมซอฟท์แวร์นะครับ) บังคับใช้อะไรไม่ได้ เพราะพวกท่านบังคับผิดที่ไงครับ “แข็งในที่ที่ไม่ควรจะแข็ง” “ท่านไปไล่จับพวกที่ใส่หมวกกันน็อคซึ่งไม่มีตรา มอก. แทนที่ท่านจะไปไล่ยึดใบอนุญาตโรงงานที่ผลิตหมวกกันน็อคที่ไม่ได้มาตราฐาน มอก.” ผมเปรียบเทียบได้กระจ่างขึ้นไหมครับ? “ท่านเที่ยวพยายามบังคับให้คนเลิกใช้ปุ่ม Grave แทนที่ท่านออกมาตราฐานมาแล้วพัฒนาใช้เป็นกฏหมายแล้วบังคับ Microsoft หรือบริษัทอื่นใดให้ยกเลิกการใช้งานปุ่ม Grave” ผมเปรียบได้เห็นชัดขึ้นไหมครับ? แล้ว... อะไรคือ “อ่อนในที่ที่ควรจะแข็ง” ก็คือความตั้งใจต่อสู้ในการผลักดันมาตราฐานของท่านไงครับ ทำไมท่านปล่อยให้มันเป็นแค่กระดาษ เมื่อท่านประกาศมาแล้ว สำนักงานมาตราฐานบ้านเราก็มี ทำไมท่านไม่หันมาคุยกันแทนที่กลุ่ม/กระทรวงจะต่างคนต่างทำ กำหนดมาตราฐานแล้วก็บังคับใช้สิครับ ทีนี้พวก Chip ทั้งหลาย พวกอุปกรณ์ทั้งหลายที่รองรับภาษาไทย แต่ไม่เดินตามมาตราฐานไทย ขายไม่ได้ครับ ไม่ได้รับอนุญาตขาย เท่านี้เองครับ เขาไม่ดื้อแพ่งตรงนี้โดยยอมทิ้งตลาดไทยไปทั้งประเทศดอกครับ แต่ที่แน่ๆ งานนี้ Microsoft โดนเต็มๆ ครับ เต็มดอก เต็มเปาเลยทีเดียว หันออกไปมองรอบตัวสิครับ อุปกรณ์มากมายนัก ที่ไม่ได้ตามมาตราฐานที่คุณ kamthorn และคุณเทพพิทักษ์แข็งขันอยากให้เป็นเลย แต่มันไปอยู่ในบ้านท่านโดยที่ท่านนำมันเข้าไปเองด้วยซ้ำ เพราะยังไม่ได้พูดถึง Firmware ในอุปกรณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นโทรทัศน์ด้วยนะครับ (เมนูภาษาไทยไงครับ) ที่จริงมีรอบๆ ตัวอีกเยอะ ที่ทำให้ผมนึกเห็นว่าคุณ kamthorn และคุณเทพพิทักษ์มองข้ามไปว่า ไอ้มาตราฐานเก่าๆ หรือไอ้ “รอยจารึกของ Microsoft” ที่ท่านแข็งขืนไปเสียหมดนั่นน่ะ มันไปรายล้อมอยู่ในสิ่งของรอบตัวท่านเสียแล้วโดยที่ท่านไม่รู้ตัวเพราะ “มองข้าม” มันไปเองด้วยความ Concentrate อยู่แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในวงการเฉพาะของตนเองนั่นเอง ยิ่งท่าน Ignore มองข้ามปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นรายล้อมท่านมากเท่าไหร่ ไอ้ทีท่านแข็งขืนอยู่นั้นก็ยิ่งเปล่าประโยชน์ใดๆ แล้วที่คุณเทพพิทักษ์มาตัดพ้อว่า “จะใส่ใจไปเปลี่ยนหลอดไฟทำไม ในเมื่อท่านได้ประกาศให้ความมืดเป็นมาตรฐานของโลกแล้ว ยิ่งพวกหลอดผอม หลอดตะเกียบ ดัดจริตทั้งเพ” น่ะเป็นคำพ้อที่ท่าน Focus เฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าท่านหรือเปล่าครับ? นี่ไงครับ ที่ผมเคยชวนท่านให้หันออกไปมองนอกวงการของท่านบ้างในกระทู้ Grave นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้กำลังถกเถียงเรื่องปุ่ม Grave นะครับ แค่อ้างถึงเท่านั้น อย่าได้เข้าใจผิด เรื่อง Grave มันเรื่องเล็กครับ ไม่ได้มีผลอะไรอย่างกระทู้นี้ อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ในกระทู้ Grave นั่นคือ มันเป็นกรณีที่เทียบกับกรณีอื่นไม่ได้ เพราะกรณี Grave นั้น จิ๊บจ๊อย ไม่มีอะไรเป็น Domino ไปมากมายนัก

ข้อเขียนที่คุณเทพพิทักษ์บ่นไว้นั้น หากถอยออกมามองให้กว้างกว่าที่คุณเทพพิทักษ์กำลัง Concentrate อยู่ ก็จะพบว่ามันสะท้อนตัวคุณเทพพิทักษ์ออกมาด้วยนั่นเอง ผมขออภัยที่จะดัดแปลงสำนวนคุณเทพพิทักษ์เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้เข้าใจการสะท้อนดังกล่าวได้ง่ายขึ้นว่า... “จะใส่ใจมาตราฐาน utf ไปทำไม ในเมื่อท่านได้อันเชิญอุปกรณ์ที่เป็น tis620/windows874 ไปใช้รอบตัวแล้ว ยิ่งพวกปุ่ม grave Alt+Shift ดัดจริตทั้งเพ” เข้าใจได้ง่ายขึ้นทันทีไหมครับ?

การต่อสู้ในด้านนี้นั้น จึงไม่ควรเป็นการต่อสู้ที่ใช้วิธี “บีบบังคับ” โดยเริ่มจากทางด้าน “ผู้ใช้” ขึ้นไปครับ ไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอนครับ “ผู้ใช้” เป็นผู้กำหนดค่านิยมโดยธรรมชาติอยู่แล้วในทุกๆ เรื่องๆ ครับ แต่มาตราฐานนั้น เราต้อง “บังคับ” ที่ผู้ผลิตครับ ซึ่งหมายถึงผู้ผลิตที่มีส่วนก่อให้เกิด “ค่านิยม” นั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ ค่านิยมในด้านวิศวกรรมซอฟท์แวร์นี้นั้น ส่วนใหญ่ก่อกำเนิดโดย Microsoft... ท่านเริ่มกระจ่างรำไรบ้างหรือยังครับ?

สรุปอีกครั้ง เพื่อชี้จุดยืนของผมชัดๆ อีกครั้งคือ ผมมีอคติกับ Microsoft ครับ แต่ไม่ได้มีอคติกับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft

ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสชี้แจงคุณเทพพิทักษ์ว่า “รอยจารึกของ Microsoft” ที่คุณเทพพิทักษ์อุปมาไว้นั้น ผมเรียกว่า “รอยจารึกของ Windows” เท่านั้น ผมจึงไม่สนใจในกระทู้นั้นว่าปุ่ม Grave จะนิยมเพราะ “ผลิตภัณฑ์ใด” และเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ เท่านั้น เป็นโอกาสที่ดีที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การมีอคติกับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft” และ “การมีอคติกับตัว Microsoft” นั้นแตกต่างกัน โดยที่ทั้งคุณเทพพิทักษ์และคุณ kamthorn ก็มองข้ามไป ซึ่งท่านไม่ได้ผิดอะไรเลย แต่ผมสื่อสารได้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะให้พวกท่านเข้าใจได้ในบัดนั้น อีกทั้ง Target ของกระทู้นั้นสำหรับผมแล้ว มันอยู่ที่ทีม TLE เท่านั้น จึงยังไม่สมควรแก่กาละเทศะที่จะถกประเด็นนั้นกับคุณเทพพิทักษ์และคุณ kamthorn ทันที ไม่งั้นมันจะออกนอกเรื่อง Grave ไปไกลอย่างกู่ไม่กลับ แต่เพลานี้... ให้บังเอิญเหมาะเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว ที่ Reply นี้ “หากแม้” เกิดผลซักเล็กน้อยที่จะทำให้นักพัฒนาทั้งหลายเริ่มหันมามองกันเอง หันไปหาทิศทางการต่อสู้ที่มีโอกาสไปได้กว่าเดิม ผมก็ดีใจท