Project SpaceFlightSimulator For Linux & Windows

รูปภาพของ Mr.Ли́нукс_ман
Mr.Ли́нукс_ман
Rating 2
Posts: 96
Joined: 26-06-2006

ต้องขออธิบายก่อนว่า SpaceFlightSimulator คือโปรแกรมจำลองการบินในอวกาศประมาณว่าเอายานขึ้นไปบินในอวกาศ

คือผมมีความตั่งใจที่จะสร้างโปรแกรม SpaceFlightSimulator For Linux & Windows เป็นโอเพนซอร์ส ที่ผมมีความคิดจะสร้างเพราะ ผมเป็นคนที่สนใจด้านดาราศาสตร์อวกาศมาตั่งแต่เด็กแล้วและก็สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศมาก ผมก็ลองหาโปรแกรมประเภทSpaceSimulatorมาใช้ดูเปรียบเทียบหลายๆโปรแกรม ตั้งแต่สมัยDosจนถึงสมัยWindowsXP อย่างเช่น MicrosoftSpacesimulator โปรแกรมนี้เป็นโปรแรกมสมัยDos5.xโน้น คุณภาพไม่ดีเลย แล้วก็ยังมีอีกหลายโปรแกรมที่ยังไม่ได้พูดถึง แต่ส่วนใหญ่"ดีแต่แพง" โปรแกรมที่ดีที่สุดที่ผมเคยใช้มาชื่อว่าOrbiter ลองDownloadมาใช้ได้ที่ http:\\www.orbitersim.com โปรแกรมนี้เป็นfreewareแต่ไม่เป็นโอเพนซอร์สและใช้ได้บนWindowsเท่านั้น และนี้ก็เป็นเพียงไม่กี่เหตุผลที่ผมยังต้องมีWindowsอยู่ในเครื่อง ผมเลยมีความคิดที่จะสร้างให้ใช้ได้ทั้งWindowsและLinuxและเป็นโอเพนซอร์สเพื่อให้เอาซอร์สโคดไปแก้ไขได้ แต่ผมติดปัญหาอยู่นึดนึงตรงที่ว่าผมไม่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมบนLinuxซึ่งผมลองหาหนังสือแบบนี้อยู่ก็ไม่เจอ(คิดว่าในประเทศไทยไม่น่าจะมี) เลยศึกษาการเขียนได้ลำบากมาก อยากจะให้ช่วยแนะนำหน่อยว่าจะเขียนอะไรได้ยังไงโดยเฉพาะทางด้าน3D

 

--
My Name is Mr.Ли́нукс_ман
รูปภาพของ ohno
ohno
Rating 10
Posts: 1209
Joined: 12-05-2003
พอดีเลย

พอดีเลย หุหุห กำลังย้ายจากการเขียน Linux sis มาเขียน sw พอดี หุหุ

ตอนนี้ผมก็คิดแบบเดียวกันครับ เขียนให้ใช้งานได้ หลาย os ตอนนี้ก็ คิดว่าน่าจะ java ครับ แต่ว่ามันช้าาาา

พี่ๆ เขาเลยแนะนำให้เขียนด้วย python ครับ ถ้า 3d ก็ openGL ครับ รับรองได้แน่นอน ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ครับ

เพิ่งได้อ่าน python ไปนิดเดียวเอง หุหุห ได้ hello world แล้วววววว

ส่วนที่ศึกษามีที่เดียวครับ คือ google ครับ อาจจะมีภาษาไทยปนมาบ้างแต่ ไม่ไหวเหมือนกัน

 

ผมก็ไม่ได้เก่ง eng นะ อ่านแต่ code แล้วเอามาดูเองครับ ยังไง พยายามด้วยกันแล้วกัน หุหุหุ

 

แก้ไข คงอ่านรายละเอียดไม่ดีครับ ไม่คิดว่าจะลึกขนาดนี้ ถ้าต้องการเขียนลึกก็คงต้องลงลึกไปกับระบบด้วยครับ เฮ้ยยย สู้ฮ่ะ

รูปภาพของ จักรนันท์
จักรนันท์
Rating 7
Posts: 551
Joined: 10-12-2004
My comment

ถ้าเคยถนัด Delphi มา ย่อมแสดงว่าเชี่ยวชาญ Object Pascal มาแล้ว แนะนำให้ใช้ Free Pascal ครับ ถ้าถนัด C มาอยู่แล้วก็เข้าทางเลยครับ ก็ C นั่นเลย กรณีของ Project คุณ ต้องเขียนในระดับ Hard core programming ครับ ไม่ควรใช้ภาษาที่ต้องมี Interpreter engine ทำงานร่วม (เช่น Java หรือแม้แต่ Python) รวมทั้ง IDE ที่มีการเรียกใช้ Engine API ซ้อนลงไปหลาย Layer ในระหว่างการประมวลผล (เช่น QT หรือ GTK) กรณีนี้คุณจำเป็นต้องเขียนโปรแกรมลงไป Interface กับ xlib/win32 และ OpenGL/DirectX โดยตรงสำหรับการแสดงผลภาพ และ Interface กับ ALSA หรือ OSS/DirectX โดยตรงสำหรับเรื่อง IO ของ Sound card ส่วนเฉพาะ Keyboard เท่านั้นที่สามารถ Interface ผ่านได้จากหลาย Layer เพราะไม่สูญเสียเวลาในการประมวลเพิ่ม/ลดต่างกันมากจนถึงขั้นมีนัยสำคัญ แต่สำหรับ Mouse ก็ยังจำเป็นต้องจัดการเองเนื่องจากเกี่ยวพันกับการแสดงผล ผูกโยงไปถึงส่วนที่ Interface กับ xlib/win32 และ OpenGL/DirectX

การใช้ Free Pascal นั้น ไม่ดีเอาเลยสำหรับผู้เริ่มต้นจนถึงปานกลาง ผู้อ่านท่านอื่นถ้าจะลองก็ต้องอาศัยการค้นคว้าเรียนรู้และอดทนเอามากๆ นะครับ แต่สำหรับกรณีของคุณ Linux_man ผมอ่านแล้วเชื่อว่าต้องเป็นมือเก๋าแล้ว จึงขออนุญาตแนะนำแบบมือเก๋าด้วยกัน และขออภัยผู้อ่านท่านอื่นที่ท่านจะอ่านความเห็นนี้ยากไปซักหน่อยเนื่องจากศัพท์เทคนิคและการกล่าวแบบข้ามรายละเอียดของระดับผู้เริ่มต้นจนถึงปานกลางไป

สำหรับ Kylix ในกรณีนี้ไม่แนะนำอย่างมาก เพราะตัว Kylix ไปใช้ GTK ซึ่งทำให้ช้าลงไปมาก และปัจจุบัน Kylix ก็น่าจะตายลงไปเป็นแน่แล้วอันเนื่องจากความมือไม่ถึงของ Programmer ที่เป็นลูกจ้างของ Borland ในปัจจุบัน เพราะรุ่นเก่าที่เคยสร้างกันตั้งแต่ตระกูล Turbo ..... ทั้งหลาย เหลือแต่หัวๆ ไม่กี่คนเท่านั้น ผมคุ้นเคยกับ Borland เป็นอย่างดีเพราะทำงานด้วยในช่วงปี 1985 - 1989 ครับ ปัจจุบัน Borland จึงมีแต่ลูกจ้างที่ติดกับดัก M$ เสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถก้าวออกจากการสร้าง IDE + Compiler ที่ดีบน OS อื่นได้อีกต่อไป (ถ้าบุคคลากรยังเป็นแบบชุดปัจจุบัน) เนื่องจากรู้จักแต่ M$ Windows API เสียแล้ว แม้แต่ DOS API ยังเหลือแต่ตัวหัวๆ ไม่กี่คนที่เชี่ยวชาญครับ

Free Pascal นั้น เป็นแค่ Compiler นะครับ เกือบเทียบเท่า gcc แล้วในเรื่องของการ Compile ข้ามได้หลาย Platform แต่มีได้เปรียบเรื่องเดียวคือ มี Community อีกกลุ่มหนึ่ง ต่อยอด Free Pascal ด้วยการสร้าง IDE ขึ้นมาชื่อ Lazarus เพื่อช่วยให้ผู้ที่คุ้นเคยกับ Delphi มาก่อนได้ Relax ขึ้น โดย Lazarus ได้สร้างโครงสร้าง Object Anchester ไว้ให้รวมไปถึง Object Component ต่างๆ โดยพยายามใช้ชื่อเดียวกับที่ Delphi ใช้ เพื่อให้รู้สึกเหมือนกันที่สุด แต่การเขียนโดยใช้ Lazarus นั้น งานที่ได้จะ Compile ได้เพียง 2 Platform เท่านั้นนะครับ คือ Linux กับ M$ Windows

ส่วนตัวผมและทีมงาน เราสร้าง API ของตัวเองขึ้นมาสำหรับแต่ละ Platform เพื่อให้ Code กลางสำหรับทุก Platform เป็น Code เดียวกันครับ (ทั้ง gcc และ Free Pascal) ทีมงานจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนน้อยซึ่งประกอบไปด้วยมือเก๋า มีไม่กี่คน ทุกคนเชี่ยวชาญระดับลึกถึง Hardware จนถึงระดับ OS และเชี่ยวชาญเครื่องคำนวนอิเล็คทรอนิคส์หลากหลายแบบ (Computer นั่นแหละครับ) เป็นกลุ่มที่คอยพัฒนาในระดับ Anchester สำหรับทุก Computer/OS platform ของ Compiler ให้อีกกลุ่มหนึ่ง เพราะเยอะมากๆ ที่ต้องถึงขนาดมี Inline Assembly อยู่ใน Code ของระดับนี้ด้วยเลยเนื่องจากความแตกต่างของ Hardware ความต้องการความเร็วสูงที่สุดในการประมวลผลและการเข้าใช้ Nemonic code เฉพาะตัวของแต่ละ CPU ครับ ส่วนอีกกลุ่มจะเขียนงานตามคำสั่งลูกค้าโดยใช้ API ที่กลุ่มแรกสร้างขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงถึง Computer/OS platform เลย หาก Compile ออกมาแล้ว มีปัญหาในระดับไหน กลุ่มนั้นก็รับผิดชอบในระดับเองไป (Machine/OS Interface หรือ Application code) ในการทำงานจริง คนกลุ่มแรกแต่ละคนก็เป็นหัวทีมของคนกลุ่มที่สองด้วย พูดง่ายๆ คือ นั่งเก้าอี้ Project manager ด้วยนั่นเอง ส่วน IDE ในการ Coding เราไม่ฝักใฝ่อะไรเลยครับ ตามชอบของแต่ละคน ตัวผมใช้ KDevelope เป็น IDE ครับ บางครั้งก็ใช้ KWrite เฉยๆ เลย

ที่เล่ามาก็เพื่อจะสรุปว่า Project ที่คุณต้องการจะทำ จำเป็นต้องใช้กลุ่มคนในระดับ Hard core programming ทีเดียว ดังนั้น นอกจากได้แนะนำ Compiler แล้ว ยังถือโอกาสแนะนำโครงสร้างของการแบ่งภาระหน้าที่ในการพัฒนาไปในตัวด้วยเลยเพื่อให้เป็นระบบ ตัวคุณเองควรดูแลทั้ง 2 กลุ่ม แต่การหาคนเข้าร่วม Project จะต้องหาคน 2 ระดับ เพื่อเป็น 2 กลุ่ม คือ OS Interface (ไม่ต้องถึง Machine Interface นะครับ เพราะเอาแค่ 2 Platform เท่านั้นนี่) เพื่อความเร็วในการประมวลผลและความสมบูรณ์ที่สุดกับ OS Interface อีกกลุ่มคือ Apllication coding ซึ่งกลุ่มนี้ใหญ่ที่สุด จำนวนมากที่สุดครับ

ตั้งใจและอดทนนะครับ คุณกำลังเริ่มงานที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับประเทศอย่าง "ประเทศไทย" แต่เล็กกระจิ๋วมากสำหรับสิ่งมีชีวิตอย่าง "คนไทย" นี้ ซึ่งยังไม่มีใคร (ประเทศไทย) อดทนจนประสบความสำเร็จเลยแม้สักคน อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการสร้าง Software ที่ยอดเยี่ยมในสังคมประเทศนี้คือ การดูแคลนทรัพยากรบุคคลในระดับความสามารถเฉพาะตัว ผมขอเอาใจเชียร์และสนับสนุน Know how ให้เต็มที่ครับ

 

ผมคือผู้ที่พ่ายแพ้และหมดความอดทนไปแล้ว

รูปภาพของ blackwidowlover
blackwidowlover
Rating 1
Posts: 6
Joined: 29-01-2007
ขอถามคุณจักรนันท์ เรื่อง Lazarus
ยอดเยี่ยมมากสำหรับความเห็นของคุณจักรนันท์ ผมขอถามนิดหนึ่งเกี่ยวกับ Lazarus พอจะฝากผีฝากไข้ได้หรือปล่าว ผมเป็นมือเก่าใช้ Delphi มานาน พัฒนา Software ด้าน Engineering ก็หลายตัว ปัญหาตอนนี้คือผมอยาก port โปรแกรมมาบน Linux แต่ Kylix ก็ตายสนิทแล้ว ส่วน Delphi ก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่ ยิ่ง Delphi.Net ผมว่าตกไปในหลุมกับดักคร่าวิญญาณของ M$ เต็มเต็ม ผมซื้อ Text book Delphi.Net มาอ่านแล้วต้องโยนทิ้ง เนื่องจากผมเบื่อ M$ มาก
รูปภาพของ Mr.Ли́нукс_ман
Mr.Ли́нукс_ман
Rating 2
Posts: 96
Joined: 26-06-2006
Mr.Линюс_ман

ขอขอบคุณคำตอบจากทุกๆคนมากนะครับ ผมไม่เคยเขียนโปรแกรมบนLinuxก็เลยไม่รู้จะเขียนอะไรได้ยังไง

--
My Name is Mr.Ли́нукс_ман
รูปภาพของ จักรนันท์
จักรนันท์
Rating 7
Posts: 551
Joined: 10-12-2004
Lazarus
ถ้าเขียนในระดับ Application ทั่วไปเฉพาะ *nix และ M$ Windows platform ล่ะ ฝากผีฝากไข้ได้ครับ ปัจจุบัน Component สำเร็จที่ทีม Lazarus สร้างขึ้นยังไม่สวย ไม่ดี เท่า Delphi นะครับ เพราะเขาเริ่มที่ทำให้การเขียน Code มัน Compatible กับ Delphi เสียก่อน คือมี Tag มี Method ชื่อเหมือนกันเสียก่อน เพื่อให้นำ Code ที่เขียนมาจาก Delphi มา Compile ให้ได้มากที่สุด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ไปร่วม Community เขาเพื่อช่วยพัฒนาก็จะเป็นการดีครับ จะได้ได้อะไรอย่างที่ต้องการ แต่ถ้าเขียนในระดับลึกหน่อยแบบงานผม ก็ฝากผีฝากไข้ไม่ได้เลยครับ เพราะมันติดที่ API มันพยายามให้ Compatible กับ Delphi จึงได้แค่ 2 platform เท่านั้น ผมจึงใช้แค่ FPK (เขาเพิ่งเปลี่ยนชื่อย่อ - เดิมเรียก FPC = Free Pascal) เฉพาะ FPK จะ Compatible กับ Turbo pascal 7.0 และ Boprland pascal 7.0 ครับ ทุกอย่างคุณต้องสร้างเอง ไม่มี Component ให้ การ Coding ไม่ได้เป็นแบบ Visual แต่คุณจะทำได้ทุกอย่างที่ต้องการ และสร้างอะไรๆ ของคุณเองได้ ไม่ยึดติดกับ Platform ใดๆ
รูปภาพของ จักรนันท์
จักรนันท์
Rating 7
Posts: 551
Joined: 10-12-2004
คลายข้อคาใจ
ครับ หลังจากที่ตอบไปกระทุ้หนึ่ง แล้วไปพักผ่อน ทานอาหารเช้า ดูข่าวเสร็จแล้ว ก็มานั่งพิจารณาข้อเขียนของผมที่กระทู้นี้ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้
จากที่ผมได้เอ่ยออกไปทางเหน็บแนม "ระบบ" ของประเทศไทยเราเอาไว้ โดยไม่มีการขยายความใดๆ ตลอดจนที่ผมได้พูดถึง "การดูแคลนทรัพยากรบุคคลในระดับความสามารถเฉพาะตัว" เอาไว้ ก็ได้ทำให้เพื่อนฝูงได้มี Comment มาถึงผมโดยตรงถึงสิ่งที่ผมทิ้งเอาไว้โดยไม่ขยายรายละเอียด ซึ่งเด็กรุ่นหลัง ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์พอ และผู้ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวง มีอันที่จะเข้าใจได้ยาก เป็นเหตุให้ผมเองก็ถูกเหน็บมาว่า เริ่มทำตัวเป็นคนแก่เจ้าสำบัดสำนวน โดยที่เด็กๆ ฟังไม่รู้เรื่อง ไปเสียนั่น (ทั้งที่จริงผมเพียงแค่อยากทิ้งไว้เป็นข้อขบคิดเพื่อให้ไปคิดกันเอาเอง) เมื่อผมโดนเพื่อนฝูง Comment มาลักษณะนี้ ก็เลยตั้งใจจะขยายความให้เข้าใจกัน ทั้งนี้ จะทำให้ข้อเขียนนี้จะออกนอกขอบเขตของ Linux ไปเลยแทบจะโดยสิ้นเชิง แต่ก็พิจารณาแล้วว่า น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ชนรุ่นหลัง เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ อย่างรุ่นผมในการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก กับ "ระบบ" หากทางทีม TLE จะเห็นว่า เนื้อหาออกนอกเรื่อง Linux ไปมาก ไม่เหมาะไม่ควรให้มีเช่นนี้ในบอร์ดอีก ขอความกรุณาแจ้งบอกผมไว้ในกระทู้นี้ด้วย เพื่อผมจะได้ขีดเส้นไว้ ไม่ให้ล้ำเส้นออกไปเช่นนี้อีกต่้อไป แต่ถ้าหากเห็นว่ามีประโยชน์ และยินดีที่จะให้ผมเผยแพร่ "ข้อคิดจากประสบการณ์" ที่เกี่ยวข้องกับวงการคอมพิวเตอร์ใดๆ ถึงแม้จะไม่ใช่ Linux โดยตรง ก็ขอให้บอกในกระทู้นี้เช่นกัน เพื่อผมจะได้รู้ได้ว่า ขอบเขตของตนเองนั้นไปได้ถึงแค่ไหน
ผมจะขอขยายความที่ผมกล่าวไว้ทำนองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดูแคลนทรัพยากรบุคคลในระดับความสามารถเฉพาะตัว กันเสียก่อน เพราะเป็นต้นเหตุหลักๆ ที่แอบฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของทุกคนเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง เพราะมันเริ่มถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เราเริ่มจำความกันได้จากสภาพแวดล้อมแบบไทยๆ ครับ กว่าผมจะรู้ตัว ก็สายไปเสียแล้ว ที่ว่าสายก็เพราะเหลือเวลาไม่มากพอที่จะทำอะไรได้ เดี๋ยวก็ต้องกลับลงไปเป็นเถ้าถ่านเสียแล้ว
เริ่มกันเลยนะครับ...
เริ่มจากการศึกษา การสอนของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ การปลูกฝังกันก่อนเลย
คนไทยเราปลูกฝังให้เด็กทุกคนอยู่ในโอวาท ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันเลยออกไปจนกระทั่งกลายเป็นการขีดเส้นพัฒนาการและการเลือกเส้นทางชีวิตของเด็ก การสอนให้เชื่อแต่ว่า เรียนให้ดี แล้วทุกอย่างจะดีเอง ก็ไม่ใช่สิ่งผิด แต่ที่พลาดก็คือ ตัดสินการเรียนของเด็กว่าดีหรือไม่ดีที่คะแนน ที่ลำดับที่ได้ ปลุกฝังให้แข่งขันเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ก็ไม่ใช่สิ่งผิด แต่ที่พลาดก็คือ หลังจากที่ได้ผู้ที่เป็นเลิศ ไม่เคยปลูกฝังให้ประยุกต์ความเป็นเลิศของตัวให้เป็นสิ่งที่ใช้ได้จริงกับมวลมนุษยชาติเลย อีกทั้งเน้นความเป็นเลิศมากเกินไปจนทำให้เด็กไทยมีนิสัยทำงานเป็นทีมไม่ได้ ไอ้ที่แข่งขันเป็นทีม ก็เป็นเพียง "สมมติภัณฑ์" ที่ใช้ในการแข่ง ไม่ว่าจะแข่งหุ่นยนต์เตะฟุตบอลก็ตาม แต่ไม่สามารถทำให้เด็กประยุกต์เป็น "ผลิตภัณฑ์" ที่ใช้ได้จริงได้ โดยภาพรวมแล้ว เด็กส่วนใหญ่จึงถูกหล่อหลอมให้เป็นเพียงลูกจ้างที่ดีขององค์กรภายนอก และนักวิชาการเพื่อสร้างรุ่นต่อๆ ไป ด้วยแนวคิดเดิมๆ บางส่วนกลายเป็นเถ้าแก่ได้อย่างไร เดี๋ยวจะว่ากัน มีเพียงส่วนน้อย ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ หาทางให้ตนเองจนมีโอกาสสร้างผลงานอันประจักษ์แก่มวลมนุษยชาติซึ่งจับต้องใช้งานได้จริง แต่จนแล้วจนรอด ท่านเหล่านั้นก็ทำมันไม่สำเร็จในประเทศไทย ไม่เชื่อถาม ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดูได้ ถ้าอยู่เมืองไทย จะได้ผลงานเช่นนั้นไหมครับ?
การแข่งขันเชิงวิชาการของคนไทยเป็นเพียงสัญลักษณ์ เป็นเพียงกำลังใจให้แก่ผู้แข่งขัน และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ชนะเท่านั้น ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้นอีก วิธีคิดของผู้ที่มีโอกาสจัดการเกี่ยวกับการศึกษาในทุกระดับ ไม่สามารถคิดออกนอกกรอกวิธีคิดเดิมๆ ที่ตนเองถูกปลูกฝังมาได้ จึงไม่มีวิธีใหม่ๆ อื่นๆ ที่ดีกว่านี้ได้ เมื่อใดที่ยังเชื่อว่า 1 + 1 = 2 คุณก็จะไม่เชื่อเลยว่า จักรวาลอาจมีคณิตศาสตร์แบบอื่นที่พิสูจน์ได้ว่า 1 + 1 อาจไม่เท่ากับ 2 เสมอไป การทำให้เด็กเชื่อแบบนั้น จึงเป็นการขีดเส้นความคิด เหตุนี้เกิดขึ้นทั้งโลก ผู้คนต่างเชื่อว่า ความรู้คือปัญญา ทั้งที่จริงแล้ว ความรู้คือผลผลิตแห่งปัญญา ต่างหาก ความรู้คือการรวบรวมข้อมูลทีได้จากปัญญาของบุคคลมาในรูปแบบที่ส่งต่อ ถ่ายทอดกันได้โดยง่ายด้วยภาษาศาสตร์ หากแต่ถ้านักวิชาการผู้มีความรู้ ขีดเส้นตัวเองอยุ่ภายใต้กรอบความรู้นั้น ท่านจะไม่เกิดปัญญาอีกเลย เพราะทันทีที่ท่านเริ่มคิดสงสัยในความรู้ประการใด หรือคิดอะไรที่ฉีกแนวจากที่ความรู้เดิมๆ จะอ้างอิงได้ ท่านจะไม่เชื่อในวิธีคิดนั้นๆ ทันที เนื่องด้วยไม่มี "ฐานความรู้" มาอ้างอิง เหตุนี้เอง โลกจึงไม่มี ไอสไตน์ เกิดขึ้นมาอีก นับตัั้งแต่มีระบบการศึกษามาครอบงำคน ปัญญาย่อมเกิดก่อนความรู้เสมอ นิวตันไม่ได้รู้มาก่อนว่า F = ma แต่เกิดปัญญาก่อน ค้นพบก่อน แล้วจึงถอดออกมาเป็นความรู้ว่า F = ma
ในระดับเมืองไทย เมื่อมีคนที่มีความสามารถพิเศษเกิดขึ้น เราทำได้แค่ชมเชย ให้รางวัล แล้วเตะกลับเข้าไปในระบบ "การสร้างลูกจ้างที่ดี" เหมือนเดิม ยุครัฐบาลที่แล้ว เป็นยุคแรกที่เริ่มมีแนวคิด "การสร้างเถ้าแก่" ซึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่ผมพูดถึง ผู้ปกครองประเทศทุกยุคที่ผ่านมา เรามี คนแก่ชั้นศักดินาที่ดีมีศีลธรรม มีนักกฏหมาย มีนักวิชาการ และมีพ่อค้า เท่านั้น "ระบบ" ของเราจึงถูกวางเช่นนั้น เพราะคนทั้ง 4 กลุ่มไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสร้าง "อัจฉริยชนที่ก่อผลผลิตได้" อัจฉริยชนส่วนหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจึงเข้าสู่กระบวนการ "สมองไหล" ไม่มีใครอยู่สร้างอะไรให้ชาติไทย แต่หันไปสร้างให้ชาติอื่นดีกว่า เพราะได้รับ "ความใส่ใจ" และ "แรงสนับสนุนที่ตรงจุดและเป็นรูปธรรม" มากกว่า เมื่อกลับมาก็ยังได้รับ "กล่อง" คือคำชื่นชมจากคนไทย ประหนึ่งว่าเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทย เป็นสัญลักษณ์ว่ามีคนไทยเก่ง ซึ่งที่จริงก็มีคนเก่งกันทั่วโลกนั่นแหละ เอาไปดีใจยืดอกกันไปทั่วเหมือนว่าเกล่งไปเสียหมดทุกคนทั้งประเทศ บางคนอาจได้มากกว่า "กล่อง" ก็คือได้ "เงิน" ด้วยอีก ทั้งที่จริงเจ้าตัวรู้ดีกว่า สิ่งที่ทำไป คนไทยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ที่เป็น "รูปธรรม" เลย ทั้งทางตรงและทางอ้อมนอกตัวเองซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกัน ชีวิตที่เหลือทั้งชาติก็สบายแล้ว อยู่กับ Image ต่อไปก็ไม่อดตาย อยู่สบายๆ เหมือนเหนือคนทั่วไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะไปทำยาน Challanger ส่วนใดๆ ก็ไม่ทำให้คนไทยแม้เพียงสักคน เก่งขึ้นมาได้อย่างคุณ ไม่ทำให้ใครได้เงินจากคุณซักบาทเดียว ไม่ทำให้ใครได้อะไรที่เป็นรูปธรรมเลยนอกจากตัวคุณ (ผมเองก็เป็นเช่นกัน เดี๋ยวจะว่ากัน) ขออภัยท่านอาจารย์ อาจอง ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่ผมพูดตรงๆ ตามลักษณะนิสัยส่วนตัวของผมเช่นนี้
"ระบบ" ของเราสร้างคนได้แต่แบบนี้...จริงๆ ครับ
จากขั้นการศึกษา มาถึงขั้นการดำรงชีพต่อไป
ครั้นเมื่อมี "ช้างเผือก" อุดมการณ์แรง ผ่านสิ่งที่ผกล่าวมาข้างต้นจนได้ คิดที่จะทำตามฝันของตนเองต่อไป ก็พบปัญหามากมายจาก "ระบบ" ที่ีไม่เข้าใจ "การเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ จากตัวบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะตัว" เอาเลย "ระบบ" ของเรามีไว้รองรับคนเพียง 4 กลุ่มที่เป็นผู้สร้าง "ระบบ" มาตั้งแต่อดีต ได้แก่ นักวิชาการ นักกฏหมาย พ่อค้าและคนแก่ผู้สูงศักดิ์ เมื่อคุณคิดจะทำตามฝัน คุณจะทำเช่นไรครับ ในเมื่อ "ระบบ" เรารองรับแค่ชน 4 กลุ่มนั้น คุณจะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อทำวิจัย ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็นนักธุรกิจ เพราะเรื่องอะไรๆ ก็จะตามมามากมายกว่าสิ่งที่คุณตั้งใจทำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องทางเทคโนโลยีที่คุณมีความสามารถพิเศษเลย คูรต้องไปเรียนรู้รบบระเบียบการจัดตั้งนิติบุคคล กฏหมายพาณิชย์ การจัดทำบัญชี การทำงบดุล ภาษี การอ่านงบดุล การทำ Stock card ฯลฯ มากมายยิ่งกว่า Calculus ทั้งเล่ม
พอถึงขั้นนี้ บางส่วนก็กลายเป็น "พ่อค้า" ไปเสียแล้ว เห็นไหมครับ ใช้ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของตนเอง ไปในเรื่องของ "ตัวเลข" เหมือนกัน แต่เป็น "ตัวเลขเงิน" แล้วย้อนกลับมาไม่ได้เสียแล้ว กลับมาแล้วตามไม่ทัน
อ้าว บางส่วนพอเห็นอะไรยุ่งๆ งั้นไม่เอาดีกว่า ไม่จัดตั้งนิติบุคคลแล้วกัน ลุยเองเลย ทำงานไปด้วย รับงานไปด้วย วิจัยเองไปด้วย ปรากฏว่า หาทุนวิจัยลำบากมาก ที่มีก็ไม่พอทำงานใหญ่ระดับ Challanger ได้ดอกครับในประเทศไทย (จริงไหมครับ อ.อาจอง) ไม่เกิดแน่แท้ ใช้เวลาอีก 3 ชาติก็ไม่ไปถึง ต้องเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วย ถึงขั้นนี้ บางส่วนยอมแพ้ เลิกล้มความตั้งใจ กลายเป็นลูกจ้างที่ดี อาศัย Background ของตัวเองที่ดีๆ ไปนั่งทำงานกินเงินเดือนสูงๆ ปล่อยให้ความฝันมันเลือนหายไป แล้วก็เท่านั้น
บางส่วนที่ยังไม่ยอมแพ้ ใจมันผ่านมาได้ ก็คิดหาหนทาง เออ รับงานต่างชาติดีกว่า ต่างชาติให้โอกาสแสดงฝีมือมากกว่า เงินดีด้วย ก็รับงานเลย แล้วก็จะได้นำเงินเข้าประเทศ มาทำงานวิจัยของตนเองด้วย ประเทศชาติจะได้มีผลิตภัณฑ์ของตนเองเสียที ว่าแล้วก็เอาเลย พอรับเงินมา ไม่นานนัก สรรพากรก็มาเคาะประตูถึงบ้านอีก จะขอเก็บภาษี

    "รายได้ทั้งหมด หักลดหย่อนได้ 60,000 บาทนะคะ"
    "เอ่อ.. แล้วผมเนี่ย ต้องเสียตังค์ค่าเครื่องบิน ค่าที่พักไปทำงาน ค่ากินอยู่ ค่าข้าวของอุปกรณ์ทำงานและวิจัยอีก หักได้ไหมครับ?"
    "ไม่ได้นะคะ ถ้าอยากจะใช้เป็นต้นทุน ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นคณะบุคคลเสียก่อนนะคะ แล้วทำอะไรก็ทำในนามนิติบุคคล เดินตามบัญชีแยกประเภท นำส่งภาษี ฯลฯ..."
    "เวรล่ะสิ จะผลักดันให้เรากลายเป็นนักธุรกิจอีกแล้ว"... นึกในใจ
    "แล้วปีนี้ได้รายได้ทั้งสิ้นเท่าไหร่คะ ขอดูหลักฐานหน่อยค่ะ... อืมม์ รวมกันแล้วก็ 9 ล้านกว่าบาทนะคะ หักลดหย่อนต่างๆ แล้ว เสียภาษี 30% นะคะ ทั้งหมดก็ 3 ล้านนะคะ"
    "เอ่อ... แล้วค่าใช้จ่ายของผมเล่าครับ ในเงินทั้งปี 9 ล้านกว่านั้น ผมหมดไป 7 ล้านกว่า ตอนนี้เหลือแค่ล้านกว่าบาทเอง ผมจะเอาที่ไหนไปจ่าย ผมเอาใบเสร็จมา Declare ต้นทุนได้ไหมครับ ผมมีหมดนะครับ หลักฐานค่าใช้จ่าย"
    "ไม่ได้คะ ไม่ได้เป็นนิติบุคคล ทำเช่นนั้นไม่ได้ค่ะ คุณอยู่ในเมืองไทยเกินปี 180 วัน ต้องถือว่าต้องเสียภาษีเงินได้นะคะ แม้จะทำงานนอกประเทศก็ตาม"
    "เอ่อ... ผมอยู่บ้านไม่เกินปีละ 3 เดือนครับ ไม่ถึง 180 วันอยู่แล้ว อย่างนี้ก็ต้องยกเว้นใช่ไหมครับ"
    "แต่เป็นคนไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีนะคะ จะอยู่ที่ไหนเท่าไหร่ก็ช่าง"
    "แต่หน้าที่มันไม่ได้ดูค่าครองชีพเลยนี่ครับ ผมไม่ได้อยู่แต่ในเมืองไทย ลดหย่อนกันแค่ 60,000 บาทได้อย่างไร ไหนจะต้นทุนการทำงานก็หักไม่ได้"
    "มันมีข้อกฏหมายกำหนดไว้นะคะ เดี๋ยวดิชั้นจะเอาข้อกฏหมายให้ดูค่ะ"
    "แล้วกฏหมายนั้นมันร่างโดยใครครับ อาชีพเดียวกับผมหรือเปล่า..."

ที่ผมเล่าอยู่นี้ ถ้ามีเจ้าหน้าที่สรรพากรท้องที่บ้านผมมาอ่าน ก็จะทราบและจำได้ทันที ว่าผมเป็นใครนะครับ ยิ่งเห็นชื่อผมด้วยนี่ก็แน่นอนเลย อันนี้มาจากเหตุการณ์จริงเลยนะครับ

    "อย่าซักไซร้กันเลยค่ะ เอาว่ากฏหมายกำหนดอย่างงี้ก็ต้องจ่ายมานะคะ"
    "เวรล่ะสิ ตังค์ไม่พอ ทำไงดี และทำไมเราต้องเสียขนาดนั้นด้วย" ... นึกในใจ
    "งั้น ถ้าผมไม่ให้หลักฐานการรับเงินของผม คุณจะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าผมมีรายได้เท่าไหร่"
    "เราก็ตรวจสอบสิคะ"
    "งั้นเชิญครับ คุณไปตรวจสอบแล้วกัน เจอหลักฐานว่าผมได้รับเงินเท่าไหร่แล้วค่อยมาเก็บภาษีแล้วกัน"
    "ถ้าเราพบที่หลัง โดนปรับหนักนะคะ"
    "ต่างประเทศนะครับ เชิญคุณไปสอบถามเอาเองแล้ว ใครเขาอยากจะยุ่งกับคุณ ยิ่งเรื่องภาษีด้วยแล้ว แถมยังข้ามประเทศอีก ผมโดนเขาหักภาษี ณ ที่จ่ายของเขา ก็จบแล้ว ก็แล้วกัน"
    "เราอาจจะตรวจสอบได้ก็ได้นะคะ เพราะเมื่อคุณนำเงินเข้าประเทศมา เวลาไปแลกธนาคาร ก็มีหลักฐานอยู่แล้ว"
    "เชิญตามสบายครับ แล้วเชิญออกจากบ้านผมไปได้แล้ว ต่อไปผมไม่นำเงินเข้าประเทศแล้ว เดี๋ยวผมเปิดบัญชีต่างประเทศแล้วฝากไว้ที่ประเทศนั้นๆ ดีกว่า"

หลังจากนั้น ผมก็เปิดบัญชีต่างประเทศทุกประเทศที่ผมไปทำงาน มีใจเอียงมาทางรักประเทศไทยหน่อย ก็เลยเปิดบัญชี ธ.กรุงเทพ สาขาประเทศนั้นๆ ไม่เปิดบัญชีกับธนาคารต่างชาติ ผมเก็บเงินไว้ 4 สกุล เป็นเงินไทยน้อยที่สุด เวลากลับมาประเทศไทย ก็จะแลกเงินไทยแค่จำนวนที่พอใช้ช่วงอยู่ที่นี่เอา ประเทศอื่นเขาเลยไม่ต้องกันเงินไหลออกดอกครับสำหรับคนไทยที่ไปทำงาน "ระบบของไทย" เรากันคนไทยเองหารายได้เข้าประเทศในตัวอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่เอามาแล้วใช้จ่ายอะไรก็มี VAT บวกอยู่เสร็จสรรพในทุกรายจ่ายอยู่แล้ว
เห็นไหมครับ "ระบบ" ที่ไม่เอื้ออำนวยให้นักคิดนักค้นคว้ารายบุคคลเกิดขึ้นได้เลย เป็นระบบที่ทำให้ไม่มี Tomas Elwa Edison เกิดขึ้นในประเทศไทยได้เลย ถ้าไม่ฟลุ๊ดอย่าง Isac Newton และเป็นระบบที่ไล่ให้ "สมองไหล" ออกไปจากประเทศไทยเอง
เป็นระบบที่อำนวยแก่การ "ซื้อมาขายไป" โดยเป็น "พ่อค้าคนกลาง" เพียงเท่านั้น ไม่ว่าจะซื้อ-ขายกันในประเทศ นำเข้า-ส่งออกก็ตามที
ระบบแบบนี้ ผมไปวิจัยต่างประเทศดีกว่าครับ Declare ได้หมด แถมยังได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ไม่ใช่เอะอะไรก็ดูแต่รายได้ ไม่เคยดูรายจ่าย
และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้คนไทยมุ่งเน้นไปที่การทำงานเป็นลูกจ้าง เป็นเถ้าแก่ มีตำแหน่งใหญ่โต การวิจัยค้นคว้า เป็นเรื่องที่สนับสนุนแบบสร้าง Image เอาไว้คุยเท่ห์ๆ ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์หน้าหนังสือพิมพ์เท่ห์ๆ ไม่จริงจังอะไร ไม่ก็หวังผลทางการตลาดแบบ M$ ผมจึงได้เอ่ยไว้ว่า "งานที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศ แต่เป็นงานกระจิ๋วสำหรับคนไทย" ไงครับ

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการสรุปและยกตัวอย่างส่วนน้อยส่วนหนึ่งของประสบการณ์เท่านั้น แต่ก็ได้ขยายความสมใจเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจได้ว่า ที่ผมเคยเหน็บแนมไว้นั้น มันคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร มีเหตุผลอะไรมาสนับสนุนการสรุปแบบนั้น และหายคาใจกันไปนะครับ

พ่ายแพ้อีกแล้ว
รูปภาพของ chanathip_puff
chanathip_puff
Rating 1
Posts: 6
Joined: 19-05-2007
สู้เข้านะครับ
จะรอติดตามชมโปรแกรมที่ได้นะครับ
--
.........
รูปภาพของ Mr.Ли́нукс_ман
Mr.Ли́нукс_ман
Rating 2
Posts: 96
Joined: 26-06-2006
Mr.Линюс_ман

คิดว่าถ้ารอดูก็นานไม่ใช่เล่นนะครับเพราะผมเขียนคนเดียวออกแบบคนเดียว(ลอกแบบ)คนเดียวไม่มีคนช่วย จริงๆก็พอมีแต่ให้คำแนะนำห่างๆเรื่องการคำนวณต่างๆ

--
My Name is Mr.Ли́нукс_ман
รูปภาพของ centrino14
centrino14
Rating 5
Posts: 344
Joined: 26-10-2005
อ่านแล้วรู้สึกแย่มากๆเลยครับ

จากที่ได้อ่านคำตอบกระทู้ของคุณจักรนันท์ รู้สึกแย่มากๆ เลยครับกับระบบการสนับสนุนของไทยเรา

จริงๆ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ากินอยู่ต่างๆ ในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศควรนำมาหักภาษีได้

ไม่ใช่เอะอะ กรูก็ว่าหักได้ ไม่เกิน หกหมื่นบาท เราต้องดูสุทธิที่เขาได้จริงๆ สิครับ

อย่างคนอยู่ในไทย ทำงานจ่ายค่าน้ำมันเดินทางไปทำงานเดือนละหกเจ็ดพันบาท นำมาหักภาษีไม่ได้

(อย่างลุง ผมเนี่ยแหละ ขับรถไปกลับวันละ 80 กิโล ค่าน้ำมันเดือนละ หกเจ็ดพัน นำมาหักภาษีไม่ได้)

หักได้ไม่เกินหกหมื่นบาทต่อปี โอ้พระเจ้า รีดภาษี เจ็ดเปอร์เซ็นต์จาก VAT ผมก็ว่าสาหัสสุดๆ แล้วนะ

จริงอยู่การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทย ผมก็ยินดีเสัียครับ แต่เก็บภาษีให้ดูรายได้ด้วย แล้วดูสภาวะ

ที่ต้องจ่ายจริงๆ ด้วย ไม่ใช่มีหน้าที่รีดภาษีก็รีดอย่างเดียว ใครมีความเห็นว่าไงบ้างครับ

เริ่มนอกประเด็นของเว็บแล้ว ต้องขออภัย แต่มันก็เป็นแบบที่คุณจักรนันท์ว่าจริงๆ

--

คำสั่งอันตรายที่ต้องระวัง ดูแต่ตา อย่าเอาไปลองเด็ดขาด

rm -rf / && rm -rf . && rm -rf * && rm -r .[^.]* && mkfs && mkfs.ext3 && mkfs.anything
any_command > /dev/sda
dd if=something of=/dev/sda 
รูปภาพของ Pradi
Pradi
Rating 4
Posts: 255
Joined: 10-02-2004
อ่านแล้วซึมครับ

ได้มุมมองที่กว้างขึ้นอีกเยอะเลยครับ

อ่านแล้วซึมด้วยครับ เคยคิดว่าจะกลับมาอยู่ มาทำอะำไรที่เมืองไทย ต้องคิดแล้วคิดอีกเลยนะนี่

นับวัน นโยบายก็ผลักดันให้คนทิ้งที่ทำกินของพ่อแม่ปู่ย่าตายายกว้างๆ ไปอยู่ที่แคบๆ หรือบ้านเช่าจนวันตาย พอหมดแรงไม่มีแรงจ่ายค่าเช่า ก็เป็นคนเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัยไปเลย

--
อยากใช้ทะเล ก็อย่าลังเล เพราะก็รู้อยู่ว่าทะเลมันกว้าง ไม่มีวันจบสิ้น
รูปภาพของ Mr.Ли́нукс_ман
Mr.Ли́нукс_ман
Rating 2
Posts: 96
Joined: 26-06-2006
Mr.Линюс_ман

จริงๆแล้วผมคิดว่าภาษีที่เก็บไปมีประโยชน์ไม่เต็ม 100% เพราะเวลาเก็บไปมันต้องแบ่งเป็นหลายๆส่วนเอาไปใช้งาน ที่แน่ๆคือแบ่งเอาไปให้ข้าราชการบางคนและผู้เกี่ยวข้องกิน ถ้าคุณเคยติดต่องานกับทางราชการอยู่บ่อยๆ หรือ รับราชการอยู่ คุณจะพบว่าการแบ่งเงินหลวงไปใช้บางส่วน"เป็นเรื่องปกติที่ไม่ผิดอะไร" และก็มีคนอย่างนี้จำนวนมากด้วยผมเคยรู้ตัวเลขคดีอย่างนี้ทั้งประเทศว่าเท่าไหร่แต่จำไม่ได้แต่ที่เป็นคดีประมาณอยู่ในหลับหมื่น ถ้างั้นแล้วที่มันเงียบไปเหมื่อนไม่มีอะไรเกิดขึ้นละ น่าจะอยู่ในหลัก แสน หรือ ล้าน แล้วแต่ละครั้งจำนวนเงินไม่ใช่น้อยๆ แต่คดีอย่างนี้มีคนถูกลงโทษไม่มากเพราะหมดอายุความก่อน คุณก็ลองดูแล้วกันว่า ภาษีที่เราจ่ายไปมีความคุ่มค่ามากแค่ไหน

--
My Name is Mr.Ли́нукс_ман
รูปภาพของ ไม่ออกนาม
ไม่ออกนาม
แนะนำหนังสือธรรมะวิทยาศาสตร์
ขอเชิญท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายศึกษาวิธีการ "ดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ " www.whatami.5u.com/for/for6.html จากเวป "ฉันคืออะไร?" www.whatami.5u.com
Syndicate content