

ลูกข่าย ก็เป็น Win98se ไปจนถึง Win XP ครับ ส่วน Protocol หลักก็จะเป็น TCP/IPครับ(แต่แนะนำอันอื่นด้วยก็ดีครับ) คือจริงๆแล้วนะครับ ที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่ เขาใช้ Novell เป็นServer สำหรังงานบัญชีอยู่ แล้วผมใช้ไม่เป็นเลย ผมกลัวว่าหากระบบมันพังขึ้นมาผมจะแย่ครับเลยต้องรีบย้ายมาใช้ Linux ซึ้งผมพอจะรู้เรื่องบ้าง(คือบอกอะไรมาก็ยังพอจะเข้าใจในระบบบ้างต่างกับ Novell ความรู้เป็นศูนย์) และก็ยังหาความรู้ได้ง่ายกว่า
:) ขอบคุณครับในความเมตตา :)



มาครับ มาๆ
มาตอบคำถามแล้ว วันนี้พอจะมีเวลาอธิบายได้พอสมควรครับ
ก่อนอื่น ขอออกความเห็นเรื่อง Netware ก่อนครับ
การเปลี่ยนจาก Netware มาเป็น SMB บน Linux Server สามารถทำได้ครับ
และ Netware เวอร์ชั่นบน Linux ก็มีครับ
ประสิทธิภาพการแชร์ของ Netware (IPX/SPX) ไม่ได้ต่ำกว่าหรือเหนือกว่าตัวอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดครับ
ตัวอื่นๆ จะอยู่บน TCP/IP ซึ่งหมายถึง Transport protocol
แต่ Protocol ในการแชร์ไฟล์นั่นอีกระดับหนึ่งครับ
SMB และ NFS ต่างก็เป็น File Sharing protocol ทั้งคู่ วิ่งอยู่บน TCP/IP อีกที
แต่ IPX/SPX ของ Netware วิ่งอยู่ได้บน Ethernet 802.1, 802.2, 802.3 และตัวอื่นอีกหลายตัว
ที่ยกตัวอย่างไปนั่นคือที่เป็นที่นิยม รวมทั้งวิ่งได้บน TCP/IP ด้วยครับ
ดังนั้นต้องทำความเข้าใจแยกระหว่าง Transport protocol กับ File sharing protocol
มันเป็นคนละ Layer กันครับ
TCP/IP , 802.x , Appletalk ฯลฯ นั่นเป็น Protocol สื่อสารเท่านั้น ไม่ได้ให้บริการครับ
แต่ SMB, NFS, IPX/SPX หรือ NETBEUI เป็น File sharing protocol ครับ
ดังนั้น มันจึงสามารถทำงานบน Transport protocol ได้ทุกตัว ขึ้นอยู่กับผู้เขียน File sharing protocol ว่าจะเขียนให้วิ่งบน Transport ไหนได้บ้าง
ข้อดีของ Netware คือ วิ่งได้บนหลากหลาย Transport protocol มากที่สุดครับ
เพราะแยกส่วนไว้เป็น Module ซึ่งคน Netware จะเรียกว่า Netware Loadable Module
ไฟล์จะมีนามสกุล *.NLM นั่นแหละครับ
และสามารถ Load และ Unload เข้าออกได้แบบ Realtime ซึ่ง Concept คล้ายๆ กับ Module บน Linux เรานี่แหละครับ
ด้วย Concept นี้จึงทำให้ Netware แข็งแรงเหมือนกัน
แต่จุดอ่อนของ Netware ก็มีครับ ที่เด่นๆ คือ เมื่อทรัพยากรไม่พอ เช่น Harddisk จะเต็มหรือ RAM จะไม่พอ เท่าที่ผ่านมือผมมาหลาย Version ตั้งแต่ Version 3 เป็นต้นมา และก็หลาย Sever มากแล้ว
พอเจอสถานการณ์ดังกล่าว เป็นอันมีปัญหาทุกทีไป
ข้อนี้ผมยกเครดิตให้ Linux ครับ
เพราะเมื่อ File sharing service ใช้ทรัพยากรจนหมด Linux มีความสามารถในการจำกัดการจองใช้ทรัพยากรต่อไปได้โดยตัว OS ไม่ล้มเหลว
ยังผลให้บริการอืดอาดขึ้นและไม่สามารถ Logon เข้ามาอีกได้เท่านั้น
แต่เมื่อ Service connection ลดลงแล้ว ก็สามารถให้บริการต่อไปได้ตามปกติ
ตรงนี้เพราะ Concept การประมวลผล Service application ต่างกันนั่นเอง
แต่ต่างกันอย่างไร มันต้องแยกอธิบายอีก ขอข้ามไปแล้วกันครับ ถ้าอยากรู้ก็ถามมาแล้วกัน
ข้อนี้เป็นจุดเด่นที่ทำให้ผมดัน Netware ออกจากงานต่างๆ ที่ผ่านมือผมไปจนหมด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ไม่จำเป็นต้องยึดถือตาม
ทีนี้มาเข้าเรื่องกันครับ
ก่อนอื่น ผมขอทึกทักเอาก่อนว่า
1. คุณสามารถติดตั้ง Samba บน Linux server เป็นอยู่แล้ว
2. คุณสามารถ Config Samba เป็นอยู่แล้ว
3. คุณรู้เรื่องการ Config Samba ที่ไฟล์ smb.conf เป็นอยู่แล้ว
ถ้า 3 ข้อนี้ไม่ได้ ก็ค่อยมาถามอีกทีแล้วกันครับ
ขั้นแรก ใน smb.conf ใน Section [global] คุณต้องเพิ่มบรรทัด
logon script = login.bat
ขั้นต่อไป คุณต้องสร้าง Section ใหม่ใน smb.conf ชื่อ [netlogon] ครับ
เพื่อจะระบุไฟล์ Batch (แบบ DOS) ว่าจะไว้ตรงไหน อย่างไร
ตัวอย่างเช่น :-
[netlogon]
comment = Samba Network Logon Service
path = %H/netlogon
case sensitive = no
guest ok = yes
locking = no
writable = no
public = no
browseable = yes
ในที่นี้ %H จะถูก Samba ตีความแทนที่ด้วย Directory home ของ User นั้นๆ
ดังนั้น สมมุติว่า User ที่ Logon เข้ามามี Username ว่า chakr นะครับ
Samba ก็จะไปหา Script ที่ /home/chakr/netlogon เป็นต้น
เพราะฉนั้น เราก็ต้องสร้าง Directory ขื่อ netlogon ไว้ใน home ของ User ด้วย
และกำหนดสิทธิให้ User นั้นเข้าถึงและอ่านไฟล์ในนั้นได้ด้วยนะครับ
แต่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขไฟล์ได้ (และไม่ควรด้วย ไม่งั้นถ้าเป็นผมล่ะ Hack ได้เลยสบายๆ)
หลังจากนั้น ก็สร้างไฟล์ login.bat ไว้ในนั้นครับ
เพราะ Windows จะรัน Batch ไฟล์ชื่อ login.bat เองครับ
ดังนั้นต้องเขียน Batch ไฟล์แบบ DOS เป็นด้วยครับ
เช่น....
สมมุติว่าคุณ Share ไว้ชื่อ bigboy บน Server ชื่อ FileServer
และต้องการให้ map เอา Directory นี้ไปเป็น Drive P:
คุณก็ต้องเขียน Batch ไฟล์ดังนี้
@echo off
net use P: \\FileServer\bigboy
แค่นี้แหละครับ
ลองศึกษาคำสั่ง net ของ Windows/DOS ดูด้วย จะเข้าใจได้มากขึ้นครับ
อ้อ... อย่าลืมว่า ไฟล์ login.bat ก็ต้องกำหนดสิทธิให้อ่านได้ด้วยเหมือนกันนะครับ
และอีกอย่าง อย่าตกม้าตายนะครับ
ไฟล์ login.bat เนี่ย เวลาเราสร้างบน Linux เนี่ย มันจะจบบรรทัดด้วยอักขระ #10 เท่านั้น
ซึ่ง Windows ไม่เข้าใจ ดังนั้นต้อง Save เป็นจบบรรทัดแบบ DOS คืออักขระ 2 ตัว #10#13 ครับ
#10 = ไปต้นบรรทัด
#13 = Line feed
กติกานี้มีติดมาตั้งแต่ยุคที่ Computer ยังไม่มีจอภาพ แต่ใช้โต้ตอบกับ User ผ่านทาง Dot matrix printer ครับ
หรือ...ไม่งั้นก็...
พอสร้างไฟล์ login.bat เสร็จแล้ว ก็ให้ใช้คำสั่ง unix2dos เอาก็ได้ครับ
อนึ่ง ถ้า User แต่ละคนต้อง Map drive ต่างกัน ก็ต้องสร้างแยกกันไปทุกๆ User นะครับ
แต่ถ้าทุกคน Map เหมือนกันหมด ก็ง่ายขึ้นครับ
สร้าง login.bat ไว้อันเดียว ไว้ที่เดียว ไม่ต้องไปไว้ใน home ของใคร ให้ไว้ส่วนกลาง
และใน [netlogon] ตรง path ก็ไม่ต้องระบุ %H.... อะไรนั่น แต่ระบุไปยังที่เก็บไฟล์ login.bat ส่วนกลางเลย
และอย่าลืมเปิดสิทธิให้เข้าถึงและอ่านไฟล์นั้นได้ทุก User นะครับ
บายล่ะครับ
อยากเล่าเยอะๆ
อยากบอกเยอะๆ
อยากให้คนไทยเป็นเยอะๆ
อยากให้เก่งกันเยอะๆ
แต่ผมทำได้ที่สุดเท่านี้ (โดยไม่เบียดเบียนตัวเองเกินไป)
ใครที่รออะไรจากผมอยู่ ต้องทำใจเย็นๆ นะครับ ขออภัยจริงๆ
Posts: 7
Joined: 11-08-2005