เมื่อเดือนพฤษภาคม Adobe ได้ออก Flash 10 Beta 1 มาให้เราลองใช้กัน มาถึงตอนนี้ Flash 10 Beta 2 เพิ่งตามออกมา และคุณสมบัติที่น่าสนใจคือประสิทธิภาพเมื่อใช้บนแมคนั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน
เป็นที่รู้กันว่าประสิทธิภาพของ Flash บนแมคอินทอชนั้นสู้วินโดวส์ไม่ได้ แต่ในเวอร์ชันนี้ Tinic Uro วิศวกรของ Adobe เขียนลงบล็อกว่าจากผลการรันเบนช์มาร์ค Flash 10 Beta 2 ควรจะเร็วกว่า Flash 9 ถึงสามเท่าตัว
Flash 10 บนลินุกซ์นั้นเร็วขึ้นเช่นกัน (แต่ไม่บอกว่ากี่เท่า) แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ Windowless Mode แบบเดียวกับแมคและวินโดวส์ นั่นแปลว่าต่อไปเวลาฝัง Flash ไว้บนเว็บไซต์ และมีเมนูดร็อปดาวน์อยู่ตำแหน่งใกล้เคียง เมื่อเลื่อนเมนูลงมามันจะไม่โดน Flash บังอีกแล้วครับ รายละเอียดดูใน Penguin.SWF
สำหรับคนอยากลองเข้าไปโหลดตามลิงก์ ต้องลบ Flash 9 ออกก่อนด้วย สำหรับวินโดวส์และแมคต้องดาวน์โหลด uninstaller แยกต่างหาก สำหรับลินุกซ์ลบด้วยมือ รายละเอียดอ่านใน Release Notes ของ Flash 10 Beta 2 ผมลองแล้วรู้สึกว่าตอนดู YouTube แล้วมันกิน CPU น้อยลงมาหน่อยนึงจริงๆ แฮะ (ไม่ถึงกับ 3 เท่าแต่ก็ดีกว่าไม่เพิ่มเลย)
ที่มา - Ars Technica
โปรแกรมเข้ารหัส MP3 ยอดนิยม ออกเวอร์ชั่น 3.98 แล้วหลังจากพัฒนามานานเกือบ 2 ปี
สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลักของรุ่นนี้คือ
สรุปว่า LAME ตัวใหม่ทำงานเร็วขึ้น และคุณภาพดีขึ้นครับ ดาวน์โหลดได้จากที่นี่ Rarewares
ปล. สำหรับ Foobar2000 ก็ก็อปไฟล์ lame.exe ไปวางในห้องของ foobar แล้วใช้ได้เลยครับ ส่วนโปรแกรมอื่นๆ ก็ต้องดูเป็นรายตัวไปว่าจะอัพเดทยังไง
ที่มา - HydrogenAudio
เมื่อตอนที่ Ubuntu 8.04 ออกสู่ตลาดนั้นทาง Mark Shuttleworth ได้ประกาศไว้แต่ต้นว่าใน Ubuntu LTS นั้นจะมีการออกรุ่นย่อยซึ่งเป็นการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ และรวมเอาแพตซ์ด้านความปลอดภัยเข้าไปอยู่เรื่อยๆ และในตอนนี้เอง Ubuntu 8.04.1 ก็เปิดให้ดาวน์โหลดกันแล้ว
ในเวอร์ชั่นนี้เท่าที่ไล่อ่านดูผมพบว่าเป็นการแก้ในเรื่องของความเสถียรเป็นจำนวนมาก, และอัพเดตไฟร์ฟอกซ์เป็นรุ่น 3.0 ตัวจริงกันแล้ว และโดยเฉพาะไม่มีบั๊ก OpenSSL ในรุ่นนี้แล้วอีกด้วย
สำหรับเรื่องฮาร์ดแวร์ที่มีปัญหากันหลายคนสักหน่อย (ผมเองเจอ Wi-Fi เดี๊ยงทั้งที่ 7.10 ทำงานได้ดีมาก) ก็น่าจะได้รับการแก้ไขกันไปเยอะ ใน Press Release ระบุว่ายังมีปัญหาเรื่องของการ์ดเสียงอยู่บ้างเพราะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแพตซ์แก้ปัญหาอันใหม่จะกระทบคนอื่นๆ หรือไม่
ได้เวลาเปลี่ยนจริงๆ แล้วสินะ (รอมานาน)
ที่มา - Ubuntu
กูเกิลกำลังทำให้ไอโฟน (ทั้งเก่าและใหม่ รวมไปถึง iPod touch) สามารถที่จะใช้ Google Talk ได้
โดยวิธีการของกูเกิลนั้น ไม่ได้ใช้แอพพลิเคชั่นที่ต้องติดตั้งลงในเครื่องแต่อย่างใด แต่กลับเป็นเว็บแอพพลิเคชั่นที่ www.google.com/talk แทน โดยผู้ใช้ต้องทำการ Sign In ก่อน
สำหรับการใช้งานนั้น ผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าเว็บ Google Talk ไว้ หากเปลี่ยนไปเข้าเว็บอื่น หรือมีการปิด Safari แล้ว สถานะการใช้งานจะถูกเปลี่ยนจาก “Available” กลายเป็น “Unavailable”
ที่มา - C|net
ผมได้รับการติดต่อจากทีมของ Mozilla เรื่อง Firefox รุ่นภาษาไทยที่กำลังจะเป็น official supported language และเปิดให้ดาวน์โหลดจากเว็บของ Mozilla (หน้า International versions) สำหรับการแปลนั้น ทีมแปลจัดการเรียบร้อย และเคยเปิดให้ทดสอบกันเป็นวงกว้างไปแล้ว (ดูข่าวเก่า 1, 2) อันที่เหลือคือรายการ search engine, feed และอื่นๆ ที่คนไทยนิยมใช้
ผมคิดว่าให้ผมหรือทีมภาษาไทยตัดสินใจเพียงลำพัง อาจจะไม่ถูกใจคนใช้นัก ดังนั้นขอความเห็นด้วยครับ
นักสำรวจพบว่าฤดูร้อนของ Antarctica ที่ผ่านมา มีลูกเพนกวินแข็งตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในตอนกลางวันซึ่งอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง เกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้ลูกเพนกวินที่ยังไม่มีขนที่สามารถกันน้ำได้เปียกโชก เมื่อกลางคืนมาเยือน อุณหภูมิจะต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้ลูกเพนกวินที่ยังคงเปียกอยู่แข็งตาย
และแน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งก็เกิดจากภาวะโลกร้อน (อีกแล้ว)
เพราะฉะนั้นก็ช่วยกันลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกกันด้วยนะครับ
ที่มา National Geographic
จากข่าวเก่า ไมโครซอฟต์ถอนตัวจากยาฮู, กูเกิลทำข้อตกลง 800 ล้านดอลลาร์สำเร็จ และ บทสรุปไมโครซอฟท์-ยาฮู-กูเกิล ยก 2 มีข่าวว่าหน่วยงานที่ตรวจสอบการผูกขาดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกำลังจับตาดีล 800 ล้านของกูเกิลและยาฮู ถึงแม้ว่ากูเกิลจะแสดงความมั่นใจว่าดีลนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี โดยเหตุผลของกูเกิลคือ เป็นดีลที่ไม่ผูกมัดรายเดียว (non-exclusive) ต่อยาฮู
ตอนนี้ข่าวยืนยันแล้ว โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกำลังสอบถามบริษัทโฆษณาออนไลน์และสื่อหลายแห่ง ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อดีลนี้
ข้อโต้แย้งของฝ่ายคัดค้าน (นำโดยไมโครซอฟท์) และฝ่ายสนับสนุน (นำโดยกูเกิล) มีหลายอย่างดังนี้
ที่มา - Business Week
ในช่วงที่กระแส SSD (solid state drive) กำลังเริ่มมาแรงอย่างตอนนี้ หนึ่งในคำโฆษณาของโน้ตบุ๊กที่ใช้ SSD คือประหยัดพลังงานกว่ารุ่นที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ เนื่องจาก SSD ไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวเหมือนกับฮาร์ดดิสก์ ทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า
Tom’s Hardware เว็บไซต์ฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้ทำการทดสอบ SSD ในท้องตลาดหลายรุ่น และพบว่ามันไม่จริง SSD กลับเปลืองแบตเตอรี่มากกว่าฮาร์ดดิสก์ด้วยซ้ำ (ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพในการอ่าน-เขียนข้อมูลจะดีกว่าฮาร์ดดิสก์ก็ตาม)
สาเหตุสำคัญที่ Tom’s Hardware สรุปก็คือ ถึงแม้อัตราการกินไฟช่วง peak ของฮาร์ดดิสก์จะสูงกว่าถ้านับเป็นวัตต์ แต่ว่าในการใช้งานจริงแล้ว ฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ทำงานที่ peak เยอะนัก (ถ้าไม่โชคร้ายจริงๆ จนต้องหมุนจานเพื่ออ่านข้อมูลใหม่หมด) ส่วน SSD ตัวเลขการกินไฟดูน้อยกว่า แต่มันมีแค่ 2 สถานะเท่านั้นคือ idle และ active (กินไฟน้อยแต่สม่ำเสมอ)
เมื่อคิดประสิทธิภาพต่อพลังงานแล้ว ฮาร์ดดิสก์ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่ (ยังไม่คิดเรื่องราคาและพื้นที่ใช้สอย) แต่ SSD เองเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังพัฒนาต่อได้อีก โดยทิศทางการพัฒนาจะเปลี่ยนจาก SLC (single-level cell) มาเป็น MLC (multi-level cell) เพื่อเพิ่มความจุ และพัฒนากลไกช่วยประหยัดพลังงานขึ้นมาเช่นเดียวกับฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบัน
ที่มา - Tom’s Hardware (ผลเบนช์มาร์คเริ่มที่หน้า 8)
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pensylvania) ได้สร้างอุปกรณ์เก็บข้อมูล ที่อยู่บนพื้นฐานของลวดนาโน (Nanowire) ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลเป็นจำนวนบิตได้มากกว่าหน่วยความจำแบบทั่วไป แทนที่จะเก็บข้อมูลอยู่ในรูปของ “0”, “1” ก็จะสามารถเก็บได้เป็น “0”, “1” และ “2” ความสามารถดังกล่าว นำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลรุ่นถัดไป ซึ่งมีความจุของข้อมูลสูงกว่าเดิม
ลวดนาโนที่ทางทีมวิจัยนำมาใช้ มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาย โคแอ็กเชียล (Coaxial) โดยส่วนของแกนทำด้วยสารประกอบระหว่าง เจอร์เมเนียม, เงิน, เทลลูเรียม หรือ Ge2Sb2Te5 ในขณะที่ส่วนนอกสร้างมาจาก เจอร์มันเนียม เทลลูไรด์ หรือ GeTe
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความร้อนให้กับลวดนาโน ส่วนของแกนและเปลือกจะเปลี่ยนจากผลึก กลายเป็นรูปร่างที่ไม่แน่นอน ซึ่งสองสถานะนี้จะมีความต้านทานไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ความต้านทานไฟฟ้าต่ำเมื่อแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะเป็นผลึก และจะมีความต้านทานสูงเมื่อทั้งแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะไร้รูปร่าง (Amorphous) ซึ่งจะนำมาใช้แทนค่าบิต 0 และ 1
บิตที่สามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ แกนมีสถานะเป็นผลึกและเปลือกมีสภาวะไร้รูปร่าง (หรือกลับกัน) ซึ่งให้ค่าความต้านทานที่ต่างออกไป
นอกจากความจุที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว การใช้ลวดนาโนสามารถช่วยลดขนาดของอุปกรณ์ลงได้ และการผลิตหน่วยความจำสามารถทำได้มากขึ้น เนื่องมาจากขนาดที่เล็กลงนั่นเอง
นอกจากราคาน้ำมันจะขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์แล้ว ในสหรัฐอเมริกา ราคา SMS ก็เพิ่มขึ้นสูงไม่แพ้กัน นับจากปี 2005 ถึงปัจจุบัน SMS ขึ้นราคามาแล้วอีกหนึ่งเท่าตัว
เดิมที SMS ในสหรัฐคิดข้อความละ 10 เซนต์ หลังจากนั้นขึ้นมาเป็น 15 และเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เครือข่าย Sprint Nextel เป็นผู้นำการขึ้นราคามาเป็น 20 เซนต์ ซึ่งส่งผลให้ AT&T กับ Verizon Wireless ขึ้นราคาตามมาให้เท่ากัน ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออีกรายที่เหลืออยู่คือ T-Mobile เพิ่งประกาศปรับราคาตาม โดยมีผลสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
ถึงแม้ว่าผู้ให้บริการมือถือจะมีโปรโมชันรวม SMS เข้ามาในค่ารายเดือนอยู่บ้าง แต่แนวโน้มการขึ้นราคาก็ไม่ต่างกัน สัญญาของผู้ใช้ iPhone รุ่นแรกแบบเดือนละ 59.99 ดอลลาร์นั้นรวม SMS 200 ข้อความมาให้ แต่พอเป็น iPhone 3G ถ้าอยากได้ต้องจ่ายเพิ่มอีก 5 ดอลลาร์ (ถือว่าเป็นค่าชดเชยเงินที่ AT&T ต้องจ่ายให้แอปเปิล)
อัตราการส่งข้อมูลผ่าน SMS ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับบริการส่งข้อมูลอื่นๆ ผ่านมือถือ มีคนคำนวณว่าถ้าดาวน์โหลดเพลง MP3 หนึ่งเพลงผ่าน SMS แทน GPRS จะต้องเสียเงินถึง 6,000 ดอลลาร์ต่อเพลง ข่าวนี้ใกล้เคียงกับข่าวเก่า ค่าส่ง SMS แพงกว่าค่ารับภาพจากดาวเทียม Hubble สี่เท่าตัว
SMS ขึ้นราคา แต่ค่าตัวน้องยังเหมือนเดิม?
ที่มา - CNET
NVIDIA ออกแถลงข่าวในวันนี้ยอมรับว่ามีสินค้าจำนวนมาก “อย่างมีนัยสำคัญ” ที่ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วนั้น ทำงาน “ล้มเหลวบ่อยกว่าอัตราปรกติ” โดยขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าชิปตัวใดบ้างที่พบกับปัญหานี้ และอาการของมันคืออะไร แต่ในเบื้องต้นทาง NVIDIA ได้ส่งมอบไดร์เวอร์ตัวใหม่ที่จะทำให้พัดลมทำงานเร็วกว่าเดิมเพื่อช่วยลดอุณภูมิของเครื่องลงให้กับผู้ผลิตการ์ดแล้ว
NVIDIA เตรียมเงินสำหรับการแก้ปัญหานี้ตั้งแต่การซ่อมไปจนถึงการเปลี่ยนสินค้าใหม่เป็นเงิน 150 ถึง 200 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้นของ NVIDIA ร่วงลงทันทีร้อยละ 24 ไปอยู่ที่ 13.56 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ถ้าใครใช้การ์ด NVIDIA อาจจะต้องตามข่าวนี้ดีๆ ครับ เผื่อจะได้การ์ดใหม่มาเล่น
ที่มา - Yahoo! News, Engadget
เรารู้กันแล้วว่ากิจการมือถือของโมโตโรลานั้นย่ำแย่ (ข่าวเก่า) ซึ่งอดีตยักษ์อย่าง Sony Ericsson ก็เริ่มทำท่าไม่ดีเหมือนกัน
อาการของ Sony Ericsson เริ่มไม่ดีในปี 2008 นี้ ถึงอัตราการเติบโตของยอดขายไตรมาสแรกในปี 2007 พุ่งสูงถึง 64% แต่ในไตรมาสแรกของปี 2008 กลับลดลงเหลือ 2% เท่านั้น (กำไรหายไป 47%) และมีสัญญาณว่าจะติดลบในอนาคต รวมถึงส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 10% ในปีที่แล้วมาเหลือ 8% ในปีนี้ ทำให้ปัจจุบัน Sony Ericsson เป็นผู้ขายมือถืออันดับห้า รองจากโนเกีย ซัมซุง โมโตโรลา และแอลจี
สาเหตุสำคัญคือเศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีนัก บริษัทวิจัยอย่าง Gartner ได้ปรับลดตัวเลขอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมมือถือในปีนี้ลงเหลือ 10% เท่านั้น (ปี 2007 โต 16%) ลูกค้าฝั่งยุโรปตะวันตกได้ชะลอการซื้อมือถือรุ่นแพง และหันมาใช้มือถือรุ่นกลางที่แถมฟรีพร้อมกับสัญญาแทน ส่วนลูกค้าในประเทศกำลังพัฒนาก็ชะลอการซื้อมือถือเครื่องใหม่ เนื่องจากราคาอาหารและน้ำมันที่พุ่งสูง
แต่ที่ Sony Ericsson โดนหนักเป็นพิเศษเพราะว่าตลาดหลักของบริษัทนั้น เจาะกลุ่มคนที่กำลังซื้อมือถือเครื่องที่สองเพื่อใช้แทนเครื่องแรกที่เก่าแล้ว (โดยเฉพาะในยุโรป) ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังอิ่มตัว ต่างจากโนเกียที่ยังไปได้ดี เพราะมีมือถือระดับล่างสำหรับคนที่เพิ่งซื้อมือถือเป็นครั้งแรก ตลาดนี้มีขนาดใหญ่และกำลังเติบโต แถมขายได้ทั่วโลก
Sony Ericsson ไม่สามารถเจาะตลาดของโนเกียได้เนื่องจากกดราคาได้ไม่ถูกเท่า และมีช่องทางการจำหน่ายที่จำกัดกว่า ส่วนตลาดบนก็เจอการรุกเข้ามาของ iPhone และมือถือคู่แข่ง iPhone จากซัมซุงหรือแอลจีเช่นกัน มือถือตลาดบนของ Sony Ericsson มีสไตล์ที่ไม่หลากหลายนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีทั้งฝาพับ สไลด์ และจอสัมผัส
ยุทธศาสตร์ที่ Sony Ericsson ดำเนินไปแล้วคือจับมือกับ Sagem ผู้ผลิตมือถือจากฝรั่งเศสในการเจาะตลาดล่าง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์วางขายในช่วงปลายปีนี้ ส่วนการเข้าซื้อกิจการ Symbian ของโนเกีย นักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลดีกับ Sony Ericsson ในการลดต้นทุนค่าระบบปฏิบัติการเช่นกัน
ที่มา - Business Week
Mozilla ได้เปิดเผยว่า FireFox 3 ได้สร้างสถิติ “ซอฟต์แวร์ที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดภายในเวลา 24 ชั่วโมง” อย่างเป็นทางการแล้ว ด้วยตัวเลขการดาวโหลดสูงถึง 8,002,530 ครั้ง (เฉลี่ย 93 ครั้งต่อวินาที)
ในส่วนของการนับสถิติดังกล่าว ทาง Mozilla ได้นำ log ของการดาวโหลดทั้งหมดออกมา แล้วลบข้อมูลที่มีการดาวโหลดไม่เสร็จและดาวโหลดซ้ำออก จากนั้นจึงส่งต่อให้ทาง Guinness World Record ทำการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
โดยในขณะนี้ ทาง Mozilla กำลังพัฒนา Firefox 3.1 ซึ่งพัฒนาในส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ ระบบรักษาความปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนความสามารถใหม่ๆใน html 5 คาดว่า alpha release ตัวแรกจะออกในเดือนสิงหาคมนี้
ที่มา - Mozilla Press
หลังจากผ่านกระบวนการมาจนจบวันนี้ทาง ISO ก็ประกาศรองรับฟอร์แมต PDF 1.7 เข้าเป็นมาตรฐาน ISO 32000-1 อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้การพัฒนามาตรฐาน PDF นับจากนี้ไปจะกลายเป็นการพัฒนามาตรฐานของวงการไปแทนที่จะเป็นการพัฒนาสินค้าของ Adobe เพียงอย่างเดียว
มาตรฐาน PDF 1.7 นั้นคือฟอร์แมตที่ใช้งานใน Adobe Acrobat 8 ส่วน Acrobat 9 นั้นเป็น PDF 1.7 Adobe Extension Level 3 ซึ่งแม้จะทำงานร่วมกันได้แต่แน่นอนว่าฟีเจอร์บางส่วนผู้ผลิตอื่นๆ จะไม่สามารถทำตาม Adobe ได้ทั้งหมด
นอกจากเรื่องชื่อที่ ISO ย่อมดูเปิดกว้างกว่า Adobe PDF แล้ว การส่งมาตรฐานเข้าไปยัง ISO ยังหมายถึงการยอมให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ เข้าใช้สิทธิบัตรที่ผู้ส่งมาตรฐานถืออยู่ในตัวมาตรฐานนั้นอีกด้วย ทำให้ต่อไปโลกซอฟต์แวร์เสรีก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาสิทธิบัตรกันอีกต่อไป
สำหรับเอกสารทั้งหมด โหลดอ่านได้ฟรีบนเว็บ Adobe ส่วนฉบับที่ส่งให้ ISO นั้นต้องซื้อจากทาง ISO เอง
ที่มา - Apple Insider
บริษัท Xandros ผู้พัฒนาลินุกซ์ดิสโทรจากแคนาดา ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Linspire ดิสโทรอีกยี่ห้อ
Linspire เป็นบริษัทของ Michael Robertson อดีตผู้ก่อตั้ง MP3.com ชื่อเดิมของบริษัทคือ Lindows โดยมีจุดขายที่ระบบเดสก์ท็อปสำหรับคนย้ายมาจากวินโดวส์ ภายหลังโดนไมโครซอฟท์ฟ้องร้องเรื่องชื่อ จนต้องเปลี่ยนมาเป็น Linspire (นอกจากนี้ยังมีดิสโทรที่เป็นโอเพนซอร์สล้วนๆ ชื่อ Freespire อีกด้วย) ส่วน Xandros เป็นทีมงานเดิมจาก Corel Linux สมัยก่อน ช่วงหลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจาก Eee PC ติดตั้งลินุกซ์ของ Xandros มาให้ตั้งแต่โรงงาน การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้ Xandros ได้เทคโนโลยี CNR (Click-and-Run) ของ Linspire ในการติดตั้งโปรแกรมบนลินุกซ์ และทรัพยากรบุคคลของ Linspire ไปเสริมตลาด OEM ที่กำลังไปได้สวย
Kevin Carmony อดีต CEO ของ Linspire ซึ่งลาออกไปหลังมีแนวทางไม่ตรงกับ Robertson ได้เขียนลงบล็อกว่าการขายกิจการครั้งนี้ เป็นแผนสละเรือของ Robertson ส่วน Xandros จะได้จุดขายเพิ่มสำหรับการต่อรองกับนักลงทุน
สงครามน้ำลายระหว่างอินเทลกับ NVIDIA ยังมีอยู่เรื่อยๆ จากแนวโน้มของสินค้าของทั้งสองบริษัทที่กำลังจะมาทับกันในอนาคตอันใกล้ ทางด้าน NVIDIA นั้นสนับสนุนแพลตฟอร์ม CUDA ที่ใช้การ์ดกราฟิกเพื่อคำนวณเฉพาะด้านที่ให้ความเร็วสูง ส่วนทางอินเทลนั้นมี Larrabee ที่เป็นชิปในสถาปัตยกรรม IA (ทั่วไปเรียกว่า X86) แบบ many-core ที่หมายถึงชิปที่มีปริมาณคอร์มากกว่า 10 คอร์ขึ้นไป
ผู้ที่กล่าวเช่นนี้คือ Pat Gelsinger รองประธานอาวุโสของอินเทล เขาให้เหตุผลสนับสนุนคำกล่าวนี้ว่าเราได้เห็นสถาปัตยกรรมหลายต่อหลายแบบที่สัญญาว่าจะให้ความเร็วกว่าคอมพิวเตอร์แบบทั่วๆ ไปนับสิบเท่า แต่สถาปัตยกรรมเหล่านั้นกลับต้องการรูปแบบใหม่ในการเขียนโปรแกรมที่ต่างไปจากเดิม และยกตัวอย่างเครื่อง PS3 ที่วางตลาดมานับปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีโปรแกรมเมอร์ดึงเอาศักยภาพภายในของมันออกมาได้
Intel Larrabee นั้นเป็นชิปที่รวมเอาคอร์แบบ IA ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ แล้วเพิ่มเอาส่วนขยายที่ทำให้สถาปัตยกรรม IA รองรับ API ของกราฟิกเช่น DirectX หรือ OpenGL อย่างเต็มรูปแบบ และได้ความเร็วที่ดีกว่า โดยล่าสุดทางอินเทลได้เดโมเกม Quake 4 รุ่นที่เรนเดอร์แบบ Ray Trace ตามเวลาจริงได้
ที่มา - CustomPC
จากข่าวเก่าที่ AIS เปลี่ยนใจไม่สนใจ 3G บนความถี่ 900MHz แล้ว ล่าสุด AIS ประกาศจะไม่ต่ออายุสัญญา TOT แล้ว หาก กทช. สามารถที่จะออกใบอนุญาตบริการ 3G บนความถี่ 2100MHz เนื่องจากว่าไม่เห็นประโยชน์จากการใช้งานคลื่นความถี่เดิมที่ 900MHz โดยสัญญาต่ออายุใหม่นี้มีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท โดยสัญญาจะหมดอายุในปี 2558
ทุกวันนี้ AIS ต้องแบ่งรายได้ตามสัมปทานให้แก่ TOT เฉลี่ยปีละ 25% โดยปีที่แล้วเป็นเงินทั้งหมด 2.5 หมื่นล้านบาท ทำให้รายได้มากกว่า 50% ของ TOT มาจาก AIS ทั้งสิ้น
TOT ยอมรับว่าหากไม่มีการต่อสัญญาจาก AIS คงเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กรพอสมควร เนื่องจากส่วนแบ่งรายได้ของ AIS ถือเป็นรายได้หลักของ TOT มาโดยตลอด หาก AIS ไม่ต่อสัญญา TOT จะต้องเตรียมตัวบริหารจัดการเครือข่ายที่จะได้รับคืนจาก AIS
สำหรับ TOT เอง ตอนนี้มีทางเลือกเพียงสามข้อ คือจะดูแลกิจการเองทั้งหมด หรือหาพันธมิตรเพื่อบริการใหม่ หรือนำออกขายให้กับผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่สนใจ
ที่มา - Post Today
ปัจจุบันรัฐสภาภูฏานกำลังประสบปัญหาส.ส.ติดเกมและชอบดูรูปภาพระหว่างการประชุม จึงได้มีมาตรการสั่งห้ามใช้โน้ตบุ๊ครวมถึงอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ เหล่าบรรดาส.ส.จึงได้ออกมาประท้วงคำสั่งนี้โดยอ้างว่าการใช้โน้ตบุ๊คนั้นให้ความสะดวกสบายมากกว่าการต้องแบกเอกสารกองโตมาประชุม
ตอนนี้ภูฏานเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมจากโลกภายนอกแล้ว น่าจับตามองจริง ๆ ว่าประเทศนี้จะยังคงความเป็นอนุรักษ์นิยมไว้ได้นานสักแค่ไหนกันเชียว
ป.ล. คุ้น ๆ ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนประเทศสารขัณฑ์ก็มีข่าวในทำนองนี้เช่นกัน
ปัจจุบัน RFID ได้มีที่ใช้แพร่หลาย โดยเฉพาะในโรงพยาบาล เริ่มมีความคิดที่จะนำมาใช้เพื่อ tag ถุงยา, เลือดที่จะให้ผู้ป่วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการจ่ายผิดราย อย่างไรก็ดี ยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีนี้ต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์
นักวิจัยชาวดัตช์ ได้ทำการศึกษาผลกระทบของ RFID ต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับหอผู้ป่วยวิกฤตหลายชนิด จำนวน 123 ครั้ง พบว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน RFID อาจส่งผลให้เครื่องมือทางการแพทย์ทำงานผิดพลาดถึง 34 ครั้ง และ 22 ครั้งในจำนวนนี้เป็นความผิดพลาดขั้นร้ายแรงเช่น เครื่องฉีดสารน้ำ (Syringe Pump) ไม่ยอมฉีดสารน้ำ, เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) และเครื่องช่วยหายใจ ไม่ยอมทำงานเป็นต้น
อย่างไรก็ดี ทางผู้วิจัยสรุปไว้ว่า อาจไม่จำเป็นถึงขั้นจะต้องห้ามใช้อุปกรณ์ RFID ในหอผู้ป่วยวิกฤต แต่เราอาจจะต้องทำการศึกษาผลกระทบในลักษณะนี้ให้มากขึ้น
จะว่าไปแล้ว RFID ก็เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเราเยอะเหมือนกันนะครับ อย่างการ์ด RFID เนี่ยผมมีในกระเป๋าสตางค์ตั้ง 8 ใบแหน่ะ
สำหรับพวกเราชาวไทย ในตอนนี้ เราไม่เคยชินกับหลักการขายโทรศัพท์มือถือที่ถูกชดเชยราคาพร้อมพ่วงสัญญา (Subsidized Mobile Phones) ซักเท่าไหร่ หลังจากงาน WWDC แล้ว สื่อไทยไม่ว่าจะเป็นสื่อชื่อดังขนาดไหนก็ตามกลับเข้าใจผิดไปหมด ก็ออกมาปล่อยข่าวว่า “ไอโฟนนั้นถูกมาก ๆ แค่หกพันกว่าเอง”
บริษัท AT&T ผู้ให้บริการไอโฟนเพียงรายเดียวในสหรัฐอเมริกา เตรียมตัวเปลี่ยนแผนการขายไอโฟน โดยได้เพิ่มทางเลือกใหม่เข้าไปอีก คือการขายไอโฟนเครื่องเปล่าไร้สัญญาในราคา 599 ดอลลาร์ (ราคาเดิมสมัยก่อน) หรือประมาณ 20,800 บาทสำหรับรุ่น 8GB และราคา 699 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,000 บาทสำหรับรุ่น 16GB
แต่จะเป็นเครื่องที่มีสัญญาหรือไม่ ตัวเครื่องยังจะถูกล็อกให้ใช้กับเครือข่ายของ AT&T เท่านั้น แต่ผู้ใช้จะสามารถเลือกใช้แพ็กเกจใดก็ได้รวมไปถึง Prepaid และสามารถยกเลิกบริการเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีค่าปรับแต่อย่างใด
ราคานี้ล่ะผมว่ากำลังเหมาะสม พอสู้กับ HTC ได้สบาย ๆ เลย และแน่นอน ไอโฟน 3G มีขายเมืองไทยได้แน่ถ้า AT&T จะขายแบบนี้จริง ไม่ต้องกลัว เรื่องปลดล็อกไม่ยาก แต่อาจจะมีราคา “ภาษี” “ค่าปลดล็อก” กับ “ค่าหิ้ว” เพิ่มเข้ามาอีก
ที่มา - Boston Globe
ความคิดเห็นล่าสุด
15 hours 36 นาที ก่อน
16 hours 7 นาที ก่อน
16 hours 19 นาที ก่อน
16 hours 28 นาที ก่อน
16 hours 35 นาที ก่อน
16 hours 35 นาที ก่อน
16 hours 38 นาที ก่อน
16 hours 40 นาที ก่อน
16 hours 50 นาที ก่อน
17 hours 10 นาที ก่อน