- Add new comment
- 487 reads
- not spam (34)


อืม.... ถามแล้วเราก็ตอบ เรารีบ เรามึน หรือเราขี้เกียจเขียน เราก็ ลิงก์ไปให้ หรือบอกให้ไปหาแบบให้คำใบ้
ผมว่า การที่เราใบ้ให้ไปหาเอง เราต้องดูแล้วว่า มันหาได้ หาเจอก่อนแล้วถึงจะออกมาบอก มันเสียเวลากว่าที่จะพิมพ์เยอะ แต่ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบ
ปล. ตอนนี้เบลอมากๆ หุหุ ไม่ตอบอะไรมาพักนึงแล้ว

/me ติดไว้ที่ฝาเครื่องโน๊ตบุ๊คตัวเอง เพื่อเตือนสติตัวเองว่า ให้ลงมือทำอะไรก่อนที่จะขอความช่วยเหลือ
ถ้าคุณถามหลังจากที่พยายามค้นหาแล้ว คุณจะไม่เคยได้รับคำว่า RTFM ครับ เพราะผมก็ยังไม่เคยได้รับ...
เพิ่มเติม...
คุณๆ ทีมงาน OpenTLE ปลด RTFM ออกจาก ลายเซ็นต์นะ มีคนไม่ชอบ RTFM แล้ว
(ส่วนตัวผม ไม่มีปัญหานะ แซวเล่นน่า...)

เดี๋ยวผมแปะแทน Logo Opentle เลยดีไหมครับ RTFM เนี๊ยะ ผมกินเงินเดือน จากภาษีก็จริงครับแต่งานในหน้าที่คือพัฒนา software ครับไม่ได้มานั่งตอบปัญหาผมไม่ใช่ help desk การมานั่งตอบปัญหาคือเวลาที่ผมทำเวลาว่างฉะนั้นจึงไม่มีเวลามาตอบมากเท่าที่ควรถ้าไม่ RTFM ก่อนถามแล้วจะเจอปัญหาว่า ถามแล้วไม่มีคนตอบสักที เพราะคำถามมันเดินๆซ้ำๆไอ้จะให้ผมมาตอบไอ้เดิมๆซ้ำๆพวกนี้ผมคงไม่มีเวลามาทำให้หรอกครับ
เดี๋ยวนี้ดีหน่อยมีพี่ๆเพื่อนๆมาช่วยกันตอบเยอะทางทีมงานก็ขอบคุณทุกท่านที่มา post ทั้งความรู้และตอบปัญหาทิ้งไว้ให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะครับ

ในทรรศนะของข้าพเจ้า
ต้องกล่าวอย่างนี้ไว้ก่อนนะครับ อย่างที่คุณ TAZ บอกไว้ว่า อยู่ในส่วนพัฒนา ไม่มีหน้าที่ตอบคำถาม อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะอะไรหรือ เพราะผู้พัฒนาได้พยายามทำให้ง่ายที่สุดแล้ว อ่านคู่มือซะ นี่คำพูดที่สุภาพ ส่วนที่ RTFM นั้น เป็นศัพท์แสลงของฝรั่ง ที่เตือนให้อ่านคู่มือด้วยความรำคาญ ซึ่งเหตุผลมีอยู่ในบทความที่ว่า ถามอย่างไรให้ได้คำตอบ
เอาล่ะ ในเมื่อคุณ เจ้าของกระทู้เริ่มเข้ามาสู่โลกของ Opensource แล้ว ท่านก็ถือว่าเป็นผู้ใช้ระดับที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงแล้ว คำพูดเล็กๆ น้อยๆ แค่ว่า RTFM ไม่ควรมีผลกับท่าน
คำถามบางคำถามที่ท่านถามแล้วไม่ได้คำตอบรวดเร็วทันใจ บางครั้งเพราะท่านถามคำถามซ้ำๆ เดิมๆ ที่เคยมีคนถามมาแล้วเช่น
พาสเวิร์ดของทะเล แปด ทะเลเก้า คืออะไร ถ้าท่านค้นท่านจะได้คำตอบเร็วกว่า ผมก็มีปัญหาเวลาใช้ แต่ผมก็ต้องค้น และทุกครั้งที่ค้น ผมจะได้คำตอบ..สมกับที่เขาบอกว่า RTFM หรือ STFM
และในการถามคำถาม บางครั้งถ้าท่านไม่แน่ใจว่า ท่านค้นดีพอหรือยัง ท่านอาจขอแค่คำค้นจาก google ซึ่งถ้าคำถามที่ดี และมีลักษณะเป็นการถ่อมตัวพอเหมาะพอควร ว่าท่านค้นแล้ว ยังไม่พบ ขอคำค้นจากผู้รู้ได้ไหม บางทีแล้วท่านอาจจะได้รับคำตอบที่ท่านไม่ต้องค้นเลย..


เดี๋ยวว่างแล้วจะมา Jam ครับ ล้างตารออ่านได้เลย...
ขอบ่นเป็น Jam topic ไว้ก่อนเลยว่า "ผมไม่เข้าใจทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่ที่มีต่อการศึกษาหาความรู้ของตนเองจริงๆ ครับ"

เห็นด้วยกับ RTFM ครับ เพราะ เดี๋ยวนี้เด็กไทยซะมากถูกป้อนความรู้ให้เองไปซะหมด (เหมือนพวกที่บ้าเรียนพิเศษมากมาย) ไม่ค่อยจะหาความรู้ด้วยตนเองซะก่อน ทำให้ชินในสภาพแบบนั้น เลยนึกว่าถามๆไปเดี๋ยวก็ได้คำตอบเองแหละ ผมว่ามันเป็นความมักง่ายของคนอ่ะครับ
ในเมื่อเค้าก็มีคู่มือให้อ่านแล้ว เราจะถามคำถามที่มีคำตอบอยู่ในคู่มือทำไม (ยกเว้นการสอบ อิอิ)

เห็นกระทู้นี้ก็หลายวันล่ะ ไม่ได้เข้ามาอ่านเลย ช่วงนี้ ยุ่งจริง ๆ หุ หุ
โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมเข้าใจ ทั้งสองฝ่าย ทั้งเจ้าของกระทู้ และ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งผู้ตอบคำถามครับ เพราะเมื่อก่อนผมก็เคยคิดเหมือนกัน ว่า เราถามคำถามง่าย ๆ ช่วยตอบหน่อยสิ บางที ก็อยากค้น แต่ก็ไม่รู้จะค้นจะหายังไง เวลาเจอปัญหา ปัญหามันง่ายสำหรับผู้รู้ แต่มันยากสำหรับเรา หุ หุ ดังนั้นผมว่า บางทีอยากให้ คนพยายามทำบ้างมันก็ดีครับ เพราะหากไม่พยายามเลย ความรู้มันก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นอ่ะ พอเจอปัญหา ก็แก้ไม่ได้ ก็ต้องเข้ามาถามอยู่ตลอดไป ส่วนเรื่อง RTFM อะไรเนี่ย ถ้าตามคำแปล แล้วมันไม่ไพเราะ เลย (ผมก็เดา ๆ เอานะ ขี้เกียจไปหาว่ามันแปลถูกตามที่คิดจริงรึป่าว) มันไม่น่าเอามาใช้กับสังคมไทยเลย คนเราพูดกันดี ๆ ก็ได้ ฝรั่งเค้าใช้ ก็ปล่อยเค้าใช้ไปสิ เราสามารถคิดเองได้ มีคำอะไรที่ไพเราะน่าใช้กว่ากันเยอะอ่ะ หุ หุ
ที่พูดมาก็ไม่ได้จะบอกว่าใครผิดใครถูกหรอก จริง ๆ แล้ว ความคิดคน ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความ นานาจิตตัง หุ หุ
ฝากถึง จขกท. หากไม่ชอบคำพูดแบบนี้ แนะนำให้ฝึก ทำอะไรด้วยตัวเองให้มากกว่า โพสถาม เพราะหากคุณโพสถามมากกว่าทำด้วยตัวเอง คุณจะมีโอกาสเจอคำที่คุณไม่อยากเจออีกเยอะ หึหึ
พอล่ะขี้เกียจบ่นมากเอาเวลาไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า หุ หุ

ผมเคยตอบคำถามอยู่ที่เว็บ bcoms.net อยู่พักนึง ซึ่งเขามักจะโพสเกี่ยวกับปัญหาการใช้ Win ขยันมาก(เพราะเว็บเปิดใหม่และถูกใจเว็บนี้)
แรกๆ ก็มีอะไรใหม่ๆ มาให้ตอบเรื่อยๆ มีอะไรให้ค้นมาตอบเรื่อยๆ แต่พอมาหลัง คำถามอย่างกะคัดลอกมาจากของคนอื่น ที่เคยตอบไว้แล้วเป๊ะ คำตอบก็มีแล้ว(แถมละเอียดยิบอีกต่างหาก)
บางคำถามมีเป็น 10กระทู้ (ซึ่งผมและคนอื่นๆ ช่วยๆ กันตอบไว้) แต่ก็มีแต่คำถามเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่นั่น ไม่มีใครคิดที่จะค้นหาก่อนถามเลย จาก 5หน้า เป็น 100หน้า คำถามก็มีอยู่แค่นั้น ก็ยังถามกันอยู่ ไม่มีใครคิดจะไปค้นเลย แล้วได้อะไรบ้าง? (ทุกวันนี้ผมเลิกไปตอบแล้ว เพราะไม่มีเหตุผลที่จะต้องตอบ ในเมื่อ สิ่งที่ตอบก็คือสิ่งเดิมๆ ที่เคยตอบ)
ผมไม่เคยรู้เรื่อง RTFM ว่าเป็นมายังไง ทำไมถึงต่อต้าน อะไรกัน ผมเองก็เป็นผู้ใช้ธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือ "ทำไมเราต้องพึ่งคนอื่นตลอด ทำไมเราไม่ลองหาเองบ้าง ทำไมเราหิวข้าว ต้องรอให้คนอื่นมาป้อน?"
แล้วผมก็บอกได้เลยว่า ช่องค้นหาที่อยู่ทุกๆ หน้าในกระดานข่าวที่นี่ ผมไม่ค่อยได้ใช้ เพราะมันหาแล้วไม่ได้อย่างที่ผมต้องการสักเท่าไหร่ แต่ผมใช้ site:opentle.org คำค้น แทนตลอดถ้าจะหาในเว็บนี้ หรือเว็บไหนก็ตาม
อาจจะว่าผมเก่งคอมพ์ ไปตอบปัญหาคอมพ์ได้ แต่เปล่า ตอนนี้ผมก็ยังต้องศึกษาอยู่เกี่บวกับคอมพ์ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่รู้ Win สำหรับผมไม่ยาก แต่ ลินุกซ์ ยังใหม่อยู่ แต่ผมก็ถามคนอื่นน้อย ถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมอยากรู้ทั้งหมด
แล้วผมก็ไม่อยากที่จะรอให้คนอื่นมาตอบ อยากรู้ตอนนี้ ต้องรู้ตอนนี้ การที่ไปถามเขา รอเขามาตอบ มันช้าเกินไปสำหรับผม ผมไม่ยอมรอนานขนาดนั้น
คอมพ์ผมใช้ไม่ได้ ทำงานได้ไม่ดี ผมไม่รอ 2-3 วันถึงจะแก้มันหรอก ผมต้องใช้มันตอนนี้นี่
ถ้าคุณปวดท้อง คุณจะโทรบอกแม่ แล้วรอแม่กลับจากที่ทำงาน มาหายาให้คุณ หรือคุณจะลองไปหายาจากตู้ยามากินเอง? (อย่าลืมอ่านฉลากยาก่อนกินล่ะ)
ปล. โหดหน่อย หุหุ ;)

การตอบกระทู้ผม (ดูยอดตอบดิ) นั้น ไม่มีผลต่อการพิจารณาผลงานใดๆ ทั้งสิ้นครับ แปลอีกทีว่า ถึงผมไม่ตอบกระทู้ใดๆ เลย ก็ไม่ทำให้เงินเดือนลด หรือ ถึงผมจะตอบจนครบหมื่นกระทู้ ก็ไม่ได้เงินเดือน (หรือความก้าวหน้าในการงาน) เพิ่มแต่อย่างใดครับ ... พอจะนึกออกไม้เนี่ยว่า เราตอบเพราะใจรัก ไม่ใช่เพราะหน้าที่ครับ
การที่เราพยายามช่วยให้ท่านเรียนรู้ด้วยตนเองนั้น ผมว่า ยากกว่านั่งตอบไปทุกกระทู้นะครับ แบบว่า พวกเราไม่มีนโยบายทำประชานิยมกับประชาชนครับ (อยากให้ยืนได้บนขาตนเอง และเป็นเศรฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรฐกิจแบบประชานิยม) ถึงแม้จะกินเงินเดือนจากภาษีครับ ... อย่าลืมว่า ผมก็เสียภาษีเยอะเหมือนกันนะครับ :)

ผมไม่เข้าใจทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่ที่มีต่อการศึกษาหาความรู้ของตนเองจริงๆ ครับ
รุ่นผมย้อนขึ้นไป เป็นคนรุ่นที่ต้อง "ดิ้นรน" ปากกัดตีนถีบในเรื่องการศึกษามากกว่าเด็กรุ่นปัจจุบันเมื่อคิดเทียบกันเป็นสัดส่วนต่อจำนวนประชากร ทัศนคติของเราจึงแตกต่างอย่างมาก หรืออาจจะไม่ต่างมาก แต่บังเอิญผมซวยเองที่มักพบเจอแต่ "บัณฑิตและนักศึกษาห่วยๆ" เสียมากกว่า ขอเล่าเรื่อง "ส่วนตัว" คร่าวๆ เล็กน้อยเพื่อปูประเด็นนะครับ
รุ่นผม เพื่อนๆ และผม เราเรียนไปทำงานไปตั้งแต่มัธยม หาเงินเรียนเอง สมัยนั้นยังไม่มี PC ครับ Microsoft ยังไม่มีตัวตนบนโลกนี้ ความสนใจทาง Electronic ของผมและเพื่อนๆ ทำให้พวกเราหางานทำที่เกี่ยวข้องทางด้านนี้โดยตรง ในขณะที่จะได้รายได้มาส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือด้วย สาเหตุที่ทำไมผมจึงพยายามถ่ายทอดความรู้ของตนเองให้มากที่สุด ไม่ว่าจะมีรายได้จากการถ่ายทอดหรือไม่ก็ตาม ที่จริงมันมีที่มาครับ ผมและเพื่อนๆ เคยโดนโขกสับสารพัด แม้กระทั่งเมื่อตอน Entrance เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้แล้ว ยังเคยโดน "ช่าง" ของบริษัทที่จบ ปวส. ย้อนเอาเมื่อผมเข้าไปถามหาความรู้ว่า "มึงเรียนอุดมศึกษา มหา'ลัยมึงไม่สอนหรือไงวะ มาถามกูเนี่ย" วันนั้นแหละครับ ที่ผมจำได้ดีทั้งภาพและเสียงจวบจนวันนี้ ผมและเพื่อนมีมุมมองในการหาความรู้ใส่ตนเองในแบบที่ "ข้าจะไม่ลุกขึ้น จนกว่าอาจารย์จะรับข้าเป็นศิษย์" ครับ ดังนั้นจะแบกหาม ตักน้ำ เฆี่ยนตี ผมก็ยังซาบซึ้ง ถ้าท่านผู้นั้นประสิทธิประสาทวิชาให้กับผม หลายท่านที่ในวันนั้นๆ หากเทียบกับผมในวันนี้ ผมมีทั้งความรู้ ความสามารถมากกว่าท่านหลายขุมนัก แต่ผมยังคงยกย่องท่านเหล่านั้นเป็นอาจารย์ของผมเสมอ เพราะผมจะไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีท่านเหล่านั้น ในขณะที่ก็มีหลายคน ที่นอกจะไม่ให้อะไรผมแล้ว ยังทั้งเหยียบย่ำ ดูถูกดูแคลน แม้จะพยายามเข้าหาเพียงไร ก็ไม่เคยได้อะไรเลย
แต่... เด็กรุ่นใหม่ ผมไม่เข้าใจวิธีคิดพวกเขาสักนิด พวกเขาถาม ผมไม่ตอบ ผมผิดด้วยหรือ? ผมมีสิทธิจะไม่ตอบ "คนไม่รู้ไม่ผิด" จริงครับ แต่อย่าให้ประโยคนี้มันฝังหัวนัก เพราะคนที่ไม่รู้แล้วยังไม่ขวนขวายให้รู้น่ะ มันไม่ผิด แต่มัน "หนักธรณี" ครับ เด็กรุ่นใหม่ถูกป้อนจนเคยตัว เรียนมาอย่างคิดว่า "เป็นหน้าที่" ต้องเรียน แทนที่จะ "เรียนเพื่อรู้" เมื่อไม่ขวนขวายแล้วเที่ยวตำหนิผู้รู้ นั่นแหละ "ผิด" แล้วครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "ไม่ผิด" พวกท่านไม่อดทน ไม่พยายาม ไม่เคยคุกเข่าอ้อนวอนเพื่อให้ได้รู้ พวกท่านเข้าเรียน แล้วครูก็ป้อนๆ จนพวกท่านเคยตัว พวกท่านจะไม่เข้าใจเด็กที่อยากเรียนแต่ไม่มีโอกาสได้เรียน พวกท่านไม่เคยต้องอดข้าวเพื่อเก็บเงินไว้จ่ายค่าเรียนเมื่อใกล้วันสุดท้ายของการผ่อนผันจ่ายค่าเรียน คนเก่งๆ น่ะ มีประวัติศาสตร์กันทุกคนครับ อัจฉริยะของโลก ล้วนแต่ปากกัดตีนถีบกันเกือบทั้งสิ้น ตั้งแต่มนุษย์มี "ระบบการศึกษา" แบบป้อนเข้าปาก โลกเราจึงไม่มี "อัจฉริยะบุคคล" แบบที่เคยมีขึ้นมาอีกเลย (นี่ผมยังไม่อยากพูดถึงระบบการศึกษาแบบ "ตีกรอบ" ความคิดนะครับ เดี๋ยวประเด็นจะไปไกล)
จากที่เคยโดน "โขกสับ" ทำให้ผมตั้งใจว่าเมื่อตนรู้ จะแจกจ่าย ช่วงแรกๆ ก็แจกจ่ายแบบ "มันเขาล่ะ" แล้วก็ได้เสียใจไปหลายครั้ง เวลาผ่านไป (สักสิบปี) จึงเริ่มเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจสังคม เริ่มไม่แคร์ต่อ "มนุษย์พันธุ์ที่รอป้อน" เริ่มไม่สะทกสะท้านต่อ "อัตตาพวกลองวิชา" ที่จริงแล้ว ความ "อยากหวงวิชา" มันเกิดขึ้นด้วย เพื่อนๆ หลายๆ คน "หวง" ไปเลย พูดมากก็มากความ เงียบเลยดีกว่า ไม่มีใครด่า ใช้วิชาหาเงินได้ด้วย สบายจะตาย บอกทำไม สอนทำไม เดี๋ยวมันมาเก่งแข่ง แย่งงานในตลาดไปหมด แต่เพราะความที่เคยโดนโขกสับ ความตั้งใจที่เหมือนจะเป็นการปฏิญานไว้กับตนเองของผม จึงทำให้ความคิดแบบนั้นไม่ "โผล่" ออกมา (แต่ไม่ได้แปลว่า "ไม่มี") พวกน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ทั้งหลาย ท่านอย่า "รอป้อน" ท่านอย่าเป็นพวกป้อนเท่าใดก็ไม่รู้จักเริ่มหากินเองเสียที เพราะที่ท่านทำเช่นนั้นนั่นแหละ ที่เป็นเหตุให้พวกท่านไม่ได้รู้ เป็นเหตุให้พวกผมเกิด "ความหวง"
RTFM คืออะไร ผมไม่สนใจ ไม่ได้ยึดถือเลยสักนิดครับ แต่ผมบอกได้ว่า RTFM มันเป็นบทสรุปเท่านั้นเอง มันสรุปคนส่วนใหญ่ในกลุ่มแบบพวกผม ซึ่งมีความรู้แน่นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในด้านต่างๆ ตามความชำนาญของแต่ละคน มันช่วยสรุปว่าพวกคุณคนรุ่นใหม่จะเข้าหาพวกผมได้อย่างไร มันทำให้พวกท่าน "ง่ายขึ้น" แทนที่จะต้องนั่งคุกเข่า ตากแดดตากฝน รอให้รับเป็นศิษย์อย่างคนรุ่นเก่า ผมอ่านแล้วผมรู้สึกกับ RTFM เช่นนี้ ผมไม่ได้ออกตัวสนับสนุน RTFM นะครับ ผมกลับรู้สึกว่า มันยิ่งทำให้พวกท่าน "นิสัยเสีย" กันเข้าไปอีก ทำให้พวกท่านไม่รู้จัก "ธรรมชาติของการเรียนรู้นอกห้องเรียน" มันจะทำให้พวกท่านเกิด "Format" ในการเข้าหา แทนที่จะเกิดจาก "ตัวท่านจริงๆ" ถึงตรงนี้ดูเหมือนผมจะไม่เห็นด้วยกับ RTFM ใช่ไหมครับ? ผมบอกไม่ได้ครับว่าตนเองเห็นด้วยหรือไม่ ผมไม่คิดอะไรทั้งนั้น อ่านแล้วรอบเดียวแล้วไม่สนใจอีกเลย ผมมั่นใจว่า "เซียน" ตัวจริงทั้งโลกรู้สึกกับ RTFM เหมือนผม คือไม่รู้สึกอะไรเลย มันกลับเหมือนการสอนให้พวกท่านเขียนจดหมายตาม Format เหมือนที่ท่านเรียนมาตอนประถม แต่พอจบปริญญาตรีออกมาทำงานจริงๆ พวกท่านส่วนใหญ่กลับไม่มีปัญญาร่างจดหมายแบบอื่นได้เลยนอกจากตาม Format ที่ได้ร่ำเรียนมา พวกท่านได้รู้แต่ "วิธีทำ" แต่พวกท่านไม่เกิด "ปัญญา" ในการสร้างวิธีทำของตนเอง
ดังนั้น ถ้าถามว่าผมเห็นด้วยกับ RTFM หรือไม่? ผมไม่ตอบครับ ขออยู่ตรงกลาง แต่ถ้าถามว่า เห็นว่าการมี RTFM เกิดขึ้นนั้น ดีหรือไม่? อันนี้ผมตอบได้ในความเห็นส่วนตัวของผมครับ ผมว่ามันไม่ดีเลย มันชี้โพรงให้กระรอกแย่ๆ มันทำให้ระบบการกลั่นกรองบุคคลากรของผมเสียไปครับ มันทำให้ที่ผมเคยดูออกได้ง่ายๆ ว่าใครเป็นคนหน่วยก้านดี มีแววก้าวหน้าไปไกล จะได้ช่วยดันช่วยสนับสนุนเต็มที่นั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะ RTFM เป็นตัวช่วยบอก "พวกแย่ๆ" ว่า จะทำอย่างไรพวกเขาจึงจะสามารถ "เสแสร้ง" เพื่อให้คิดว่าเป็น "พวกที่ควรจะช่วยเหลือ" ได้ อย่างที่ผมเพิ่งจะผิดหวังมากับกระทู้ก่อนหน้านี้มาเมื่อครู่ RTFM ทำให้ผมอาจระแวง วิตกจริตขึ้นมาก็ได้ แต่โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผมถึงวัยที่จะไม่ยี่หระใดๆ กับความผิดหวังในตัวของผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ที่เราไม่เคยรู้จักตัวตนเลย ผมมาถึงวัยที่ประสบการณ์สอนให้เข้าใจธรรมชาติอันเห็นแก่ตัวของคนเทือกนั้นแล้ว ดังนั้น ความคิดเห็นของผมที่มีต่อ RTFM นั้น จึงเป็นเพียงความคิดเห็นของผมที่เล่าออกมาตรงๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้หวังจะให้มีผลใดๆ ต่อการมีขึ้นหรือแตกดับไปของ RTFM เลยสักนิด เพราะอย่างไร ผมก็ยังไม่แคร์อยู่ดี
พึงระวังไว้ว่า พวกท่าน "มนุษย์แย่ๆ" นั่นแหละ ที่การแสดงออกของพวกท่านเอง ทำให้ท่านได้รับการตอบสนองแบบที่ท่านไม่ชอบใจเองนั่นแหละครับ ท่านมาเรียกร้องโน่นนี่นั้น หากผมจะขอย้อนถามพวกท่านบ้างว่า.... "ท่านจ่ายเงินของท่านตรงๆ เป็นค่าเล่าเรียน ไม่ใช่ภาษีอ้อมๆ แล้วครูของท่านไม่สอนท่านหรืออย่างไรครับ มาถามอะไรในนี้?" ผมถามอย่างสุภาพนะครับ ไม่อยากถามอย่างหยาบๆ แบบที่ผมเคยโดนมาสมัยแรกรุ่น ท่านเริ่มรู้สึกเจ็บใจจนกลายเป็น "ความพยายาม" บ้างไหมครับ? ผมเจ็บใจจนทุกวันนี้ผมสามารถอ่านเลขฐานสองของ Z80 ขึ้นไปจนถึง x86 CPU (Mnemonic machine code 8 bits) แล้วเข้าใจเลยทันทีโดยไม่ต้องไปอ่าน Source ที่เป็น Assembly หรือภาษาสูงอื่นใด แต่ถึงในขณะที่มีความเจ็บใจนั้น ผมไม่เคยไปต่อว่าใครแบบพวกท่านครับ ผมเปลี่ยนมันให้เป็นพลังเพื่อที่ผมจะพัฒนาตนเองขึ้นมาจน "สาแก่ใจ" ตนเอง (ทั้งที่บางอย่าง ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์สักเท่าใด แต่มันสาใจครับ)
พวกท่าน "มนุษย์แย่ๆ" พยายามจะบอกว่า "น้ำใจ" คือ "หน้าที่" ของพวกผมอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นผม "เวทนา" พวกท่านนะครับ เพราะเช่นนั้นย่อมเหมือนว่าพวกท่านเกิดมาเป็น "ภาระ" พวกผมโดยแท้เลยนะนั่น ท่านใช้ฟรี ท่านยังต้องการให้สอนฟรี ไม่ได้ดังใจท่านยังต่อว่าต่อขานไม่มีชิ้นดี ท่านคิดจะจากโลกนี้ไปโดยโกยทุกอย่างและไม่ทิ้งอะไรไว้เป็นที่จดจำแก่เพื่อนมนุษย์เลยกระนั้นหรือ?
พวกท่าน "มนุษย์แย่ๆ" ทำให้คนเก่งๆ เกือบทั้งหมดไม่อยากเสวนาออกมานอกสังคมของพวกเขาเอง (ผมก็เกือบเหมือนกัน ถ้าไม่บังเอิญที่ลั่นวาจาไว้กับตนเองเมื่อนานมาแล้ว ผมก็จะไม่ทน) พวกท่านกดดันผู้อื่นโดยตั้งใจและเจตนาเพื่อผลประโยชน์ของตนเองโดยแท้
พวกท่าน "มนุษย์แย่ๆ" เห็นแก่ตัวอย่างที่ผมมิอาจหาอะไรเปรียบเปรยได้

อ่านแล้วรู้สึกดีครับ ทำให้รู้สึกว่า น่าจะพยายามให้มากกว่านี้อีก (ว่าแล้วก็ไปอ่าน pyGTK ต่อ)
มีเด็ก ๆ เป็นแบบนี้เยอะที่เอาแต่จะให้เขาป้อนให้ พอใช้ให้หาเองทำเอง ไม่เอากันสักคน เจอมาบ่อยจนท้อที่จะสอน แล้วอยากจะบอกว่า "ทำไม่เป็นเหมือนกัน" เหลือเกิน แต่ตอนนี้คงจะสอน ๆ ไป ถึงมันจะไม่สนใจก็ช่างมัน เพราะตอนเราก็ไม่มีใครใคร่สอนเหมือนกัน

จขกท หนะ จะได้เข้ากลับมาอ่านคำตอบที่พวกเราตอบกันบ้างหรือเปล่าครับเนี่ย ตั้งกระทู้ยั่วจนมีผู้สนใจตอบออกมาจากใจจริงตั้งหลายคนแล้ว
แต่ก็ดีครับ ได้ความคิดหลายๆ มุมดีครับ
มุมของผม ก็อาจจะคล้ายคุณจักรนันท์ แต่ไม่ขนาดนั้น ผมเรียนรู้ด้วยตนเอง + กับมีคนช่วยเยอะ เพราะผมยังพยายามบ้าง จึงมีคนช่วย
เมื่อได้มาเยอะ (ก็มีน้องๆ ช่วยผมมาเยอะ) ก็เลยอยากช่วยตอบแทนสังคมครับ (พึงกับพยายามย้ายสายงานมาเลยแหละ) และการสอน หรือเผยแพร่ความรู้ออกไปเนี่ย ผมคิดว่า เป็นการทำให้ผมมีความรู้มากขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ ถ้า เป็นคำถามที่สร้างสรร ใหม่ๆ ผมก็ตอบทุกอย่าง เพราะอยากตอบ (ก็ใจอยากช่วย) แต่คำถามที่เจอ หลายครั้ง เป็นคำถามเดิมๆ หรือคำถามแบบ... ไม่รู้จะว่าอย่างไร ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า ทำไมคนที่รู้จริง (ไม่ใช่แบบผมหรอกครับ ไอ้ผมหนะ แค่พอรู้นิดๆ หน่อยๆ ครับ) จึงไม่ค่อยตอบ ที่อยู่ข้างๆ ผม (ที่ว่ารู้จริงหนะ) ก็เช่น ต้น หิน โชค ต้า เป็นต้น (ท่านอื่นๆ ก็มีอีกเยอะ) พวกนี้ ถ้าไม่แจ๋วจริง ก็มักจะไม่ค่อยตอบแล้ว (อาจจะยกเว้นต้า เพราะยังมีความเมามันอยู่บ้าง)
ผมเองก็พึ่งเล่น Linux จริงจังไม่นานเท่าไร ส่วน Server (ผมเริ่มเล่นจาก Desktop) นั้น ก็พึ่งจะเริ่มเล่นตอนที่น้องๆ เขาทำ SIS 5 เอง ผมอาสาเขียนคู่มือ SIS 5 ก็เพื่อจะเข้าใจเรื่อง Server มากขึ้นเท่านั้น จริงๆ ผมก็ไม่ได้เก่งอะไร ไม่ได้รู้อะไรมากกมายเกี่ยวกับ Sever นัก แต่ ผมตั้งใจมาก จนแทบจะไม่ตอบกระทู้ TLE (Desktop) เลย แต่ต้องพยายามตอบ SIS ทุกกระทู้ (ตั้งใจจริงๆ นะเนี่ย) ก็เพราะอยากช่วยคนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้ (ก็เหมือนผม ก่อนสมัยได้เล่น SIS5 สมัยนั้น ถามใคร ก็ไม่ค่อยรู้) และเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้นบ้าง
ต้องขอโทษด้วยครับ สำหรับผู้อ่านบางท่านที่ผมอาจจะตอบคำถามลึกๆ ไม่ได้ เพราะผมไม่รู้ แต่ถ้าใครเคยเจอ (ตัวผม) หรือเคยอ่านที่ผมตอบ ผมจะตอบแบบผู้รู้ อันนี้ก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกันครับที่พยายามทำอย่างนี้ก็เพราะอยากให้ทุกคนมั่นใจที่จะใช้มันอย่างจริงจัง ผมรู้ไม่มาก รู้ไม่ลึก ก็เลยพยายามตอบแบบคนที่ไม่ต้องรู้มาก ก็สามารถใช้งานได้เป็นหลักครับ
แต่มุมอื่นๆ นอกจาก Linux นั้น ผมอาจจะแม่นกว่าก็ได้ เช่น Palm, Windows Mobile, Linux Mobile, iPhone และ OSX แต่ผมก็ไม่ได้มีโอกาสไปตอบแทนเขาเหล่านั้น คือผมอ่านกระทู้ของพวกเขาจนใช้เองเป็น (ขั้น Advance พอควร ก็เหมือน SIS กับ TLE นั่นแหละ ผมหนะ Advance user ครับ ไม่ใช่ผู้พัฒนา) จนสอนคนอื่นๆ ได้ แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปตอบแทนที่ WebBoard อื่นๆ ทำไมเหรอครับ เพราะผมคิดว่า ไม่ได้ช่วย ก็มีคนใช้ได้เยอะแยะแล้ว ช่วยไป ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติได้อะไรนัก แต่ด้าน Linux นี่ ไม่ใช่ครับ ยิ่งช่วยมากเท่าไร ผมคิดว่า ประเทศเราก็น่าจะได้มากขึ้นครับ อย่างน้อย ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อเข้ามามาก (เหมือนอันอื่นๆ ที่ผมเล่นจนรู้แล้ว ซึ่งต้องซื้อเป็นหลัก)
แต่ถ้าใครอยากรู้เรื่องของเล่นที่ผมกล่าวไป ผมก็ยินดีนะครับ (ผมหนะ Advance user ด้าน Desktop คนนึงเลยนะครับ) อย่างน้อยก็พยายามหาที่เป็น OSS for OSX หรือ for iPhone หรือ for Windows (XP - Vista) หรือ for Linux Mobile - for Windows Mobile (อันนี้หายากแฮะ) มานำเสนอได้ครับ ทำไมต้องเป็น OSS ก็เพราะ ไม่ต้องเสียเงิน และมีความโปร่งใส (มุมมองผู้ใช้) แถมช่วยพัฒนาเหล่าบรรดา Programmer ให้เก่งขึ้นด้วย (ถ้ามีคนใช้เยอะขึ้น ก็คงมี Programmer ดีๆ ในสาย OSS เพิ่มขึ้นด้วย)
ยืนยันครับว่า จะพยายามเจียดเวลามาตอบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าสถานการณ์มันบีบบังคับให้ไม่มีเวลาทำครับ :)
เอ แล้ว จขกท จะได้อะไรจากคำตอบ (จากใจ) ของพวกเราบ้างไม้เนี่ย เฮ้อไม่ login อีกต่างหาก :)